? เจ้าจะให้ข้าเข้าร่วมงานนี้ด้วยงั้นหรือ?”
”เจ้าไม่กล้าหรือ?”
“ใครบอกว่าข้าไม่กล้า! ข้าเพียงแค่กังวลว่าคนอื่น ๆ จะเกรงกลัวข้าจนไม่กล้าประลองด้วยต่างหาก!” โจวอวี๋กล่าวอย่างร้อนรน และเหตุที่พูดเช่นนี้ก็เพราะถูกลู่เฉินจี้ใจดำเข้าให้!
ลู่เฉินได้ยินดังนั้นจึงกล่าวด้วยความพึงพอใจว่า “เอาล่ะ เช่นนั้นเรามาพูดถึงเรื่องของเจ้ากันดีกว่า”
”เรื่องของข้า?”
“โจวเอ๋าเทียน เกี่ยวข้องอันใดกับเจ้า?” ลู่เฉินถามขณะจ้องอีกฝ่าย
โจวอวี๋กลอกตา ก่อนจะตอบว่า “ทุกคนล้วนรู้ว่าโจวเอ๋าเทียนคือบรรพบุรุษตระกูลโจวของข้า!”
”เช่นนั้นเขาไปไหนแล้ว?”
“บรรลุกลายเป็นเซียนเมื่อห้าหมื่นปีก่อน และกลับมาเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ทว่าหลังจากที่กลับมาก็กลายเป็นคนละคน สุดท้ายก็หายตัวไป!”
“บรรลุเป็นเซียนแล้วกลับมาอีกครั้ง ทั้งยังกลับกลายเป็นคนละคน?” ลู่เฉินขมวดคิ้ว
“ใช่ หลังจากที่กลับมา ขั้นพลังก็ถดถอยลง จากนั้นเขาก็กลายเป็นบ้า ไม่นานก็หายตัวไป และไม่เคยปรากฏตัวขึ้นอีกเลย” โจวอวี๋ถอนหายใจ
“แล้วยามนี้ตระกูลโจวของเจ้าเหลือกันกี่คน?”
“พวกเราหรือ? มีอยู่ไม่น้อย ทว่าต่างก็แก่ชรา และยามนี้ข้าก็คือคนที่เก่งสุดในบรรดารุ่นเยาว์” โจวอวี๋เริ่มคุยโม้
ลู่เฉินจมเข้าสู่ภวังค์ เขาครุ่นคิดว่า ‘เหตุใดโจวเอ๋าเทียนจึงกลับลงมา?’
ลู่เฉินรู้ดีว่าการที่คนกลายเป็นเซียนแล้วกลับมายังแดนล่างนั้นยากกว่าการบรรลุเป็นเซียนหลายเท่านัก แม้กระทั่งลู่เฉินซึ่งอยู่ในจุดส