ร็วเข้า!”
ปิงหลิวหลีฟื้นคืนสติทันใด จากนั้นนางก็ใช้เคล็ดวิชากระบี่เก้าสุขสงบส่งเงากระบี่ออกไป
ปราณกระบี่เข้าพัวพันอยู่รอบ ๆ สัตว์อสูรเพลิงตนนั้น ทว่าเจ้าสำนักสาวก็ทำได้เพียงเท่านี้ เพราะอาการบาดเจ็บของนางยังไม่หายดี
ปิงหลิวหลีที่รู้ถึงสภาพของตนเองดีจึงหันไปเอ่ยกับลู่เฉินอย่างหดหู่ “เจ้าช่วยใช้อักขระยันต์นั่นกับข้าอีกทีได้หรือไม่?”
ลู่เฉินพลันส่ายหน้าอย่างระอา “เจ้านี่นะ!”
ปิงหลิวหลีคุ้นชินกับท่าทีนี้แล้ว นางจึงทำได้เพียงหดหู่ใจ จากนั้นลู่เฉินก็เดินเข้าไปใกล้ และประทับฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของนาง พลางเอ่ยว่า “เอาล่ะ ครั้งนี้ข้าจะทำให้มันใช้งานได้ยาวนานขึ้นก็แล้วกัน!”
ปิงหลิวหลีไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังหมายถึงสิ่งใด แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่ฟื้นคืนกลับมา นางไม่รอช้า เร่งส่งปราณกระบี่เข้าปะทะกับราชสีห์ขนเพลิง!
สำหรับราชสีห์ขนเพลิงที่อ่อนแอลง พลังของมันในขณะนี้ต่ำกว่าสัตว์อสูรระดับเจ็ดดาวเสียอีก มันจึงได้แต่แผดเสียงคำรามออกมาอย่างขัดใจ
โจวอวี๋ที่เห็นภาพทั้งหมดนี้ไม่อาจข่มความสงสัยเอาไว้ได้ เขาเดินเข้าไปหาลู่เฉินแล้วถามขึ้นว่า “นี่เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
“ลู่เฉิน” ลู่เฉินตอบพลางฉีกยิ้ม
เมื่อโจวอวี๋ได้ยินคำตอบ ก็ขมวดคิ้วแน่น “อย่ามาล้อเล่นกับข้า!”
”คำตอบข้ามันตลกงั้นหรือ?”
“ใช่ ใครบ้างจะไม่รู้ว่านามลู่เฉินนั้นเป็นเซียนอันดับหนึ่งแห่งมหาทวีปจิ่วโหยวเมื่อแสนปีที่แล้ว!” โจวอวี๋กลอกตา ในขณะท