ี่ผู้คนรอบข้างพากันหัวเราะ
และยังมีใครบางคนพูดออกมาว่า “เขาชื่อลู่เฉินจริง ๆ แต่ ‘ลู่’ นั้นมาจากตระกูลลู่”
“ใช่ แล้วเขาก็เพิ่งถูกขับออกจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ด้วย!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ โจวอวี๋ก็กวาดสายตามองลู่เฉิน ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “แค่บังเอิญชื่อเดียวกันหรือ?”
ลู่เฉินเพียงยิ้มและไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เขากำลังจะเดินไปหาราชสีห์ขนเพลิง แต่โจวอวี๋กลับใช้หอกยาวในมือหยุดเขาเอาไว้ “เจ้าต้องตอบคำถามข้ามาก่อน”
“ตอบคำถามใด?” ลู่เฉินคล้ายจะคาดเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการจะถามสิ่งใด
“เหตุใดเจ้าจึงรู้เคล็ดวิชาอสูรอัคคีเพลิง!”
ทุกคนต่างเบิกตากว้าง และแม้แต่ปิงหลิวหลีเองก็ตกตะลึงเช่นกัน “เขารู้จักวิชาอสูรอัคคีงั้นหรือ?”
โจวอวี๋เริ่มมีท่าทีจริงจัง “ใช่… เขารู้!”
ปิงหลิวหลีหันมองลู่เฉินด้วยสายตาแปลกประหลาด นางพึมพำกับตัวเองว่า “เขามีความสามารถแปลก ๆ มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?!”
“หากเจ้าเข้าร่วมสำนักเก้าสุขสงบและกลายเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะบอกเจ้าเอง!”
คำพูดของลู่เฉินทำให้เกิดการถกเถียงกันขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่นั้นเป็นไปในทางล้อเลียน
“ผู้ชายคนนี้คิดว่าคนอื่นโง่หรือไร?”
“ใช่แล้ว เขาปฏิเสธสำนักใหญ่ทั้งหลายโดยไม่แม้แต่จะคิด แล้วเหตุใดเขาจะต้องเข้าร่วมกับสำนักเก้าสุขสงบที่กำลังตกต่ำด้วย?”
“นี่มันเรื่องตลกชัด ๆ!”
โจวอวี๋ยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะกล่าวว่า “น้องชาย สิ่งที่ข้าไม่ชอบที่สุดคือก