“เพราะจอมมารแข็งแกร่งยิ่ง ชายผู้นั้นสามารถบดขยี้เทพเซียนด้วยมือเปล่า และบรรลุกลายเป็นเซียนตั้งแต่เมื่อแสนปีก่อนแล้ว เช่นนั้นเขาจะอ่อนแออยู่เพียงขั้นกลั่นลมปราณระดับห้าเช่นเจ้าได้อย่างไร!”
ปิงหลิวหลีวิเคราะห์ ในขณะที่ลู่เฉินก็ไม่ได้โต้แย้งกลับไป
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่โต้แย้ง ปิงหลิวหลีจึงคิดพลางเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ ว่า “ข้าคิดว่า เจ้าต้องเคยเรียนอักขระยันต์นี้จากที่ไหนสักแห่ง จากลูกหลาน หรือไม่ก็ศิษย์ของจอมมาร?”
“ศิษย์?”
“แน่นอน เพราะจอมมารตนนี้อยู่ในมหาทวีปจิ่วโหยวมาช้านาน ย่อมมีศิษย์ไม่น้อยที่ได้รับการสั่งสอนจากเขา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จิตใจของลู่เฉินพลันวูบไหวไปทีละฉาก …ราวกับว่าเขาเพิ่งพบกับคนเหล่านั้นเมื่อวานนี้เอง
ทว่ากาลเวลาผ่านมานานกว่าแสนปีแล้ว ชายหนุ่มจึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าเกิดอันใดขึ้นกับคนเหล่านั้นบ้าง
ปิงหลิวหลีคิดว่าลู่เฉินไม่เชื่อนาง จึงเอ่ยว่า “ให้ข้าบอกเจ้าเสียหน่อยเถอะว่า ณ เขตที่เก้าของหุบเขาเมฆาอสูร มีฝูงสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวอยู่ที่นั่น และราชาของสัตว์ร้ายนี้ก็คือหมาป่ายมโลกเก้าหาง ซึ่งในอดีตเคยถูกเลี้ยงดูโดยจอมมารผู้นั้น!”
“หมาป่ายมโลกเก้าหาง?” ลู่เฉินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ขณะที่ปิงหลิวหลียิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นว่าในที่สุดอีกฝ่ายก็รู้จักตะลึงเป็นกับเขาบ้าง “เจ้ากลัวหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าข้ากลัว แค่ไม่คิดว่าหลังจากผ่านไปแสนปี หมาป่ายมโลกตัวน้อยนั้นจะกลายพันธุ์จนมีเก้า