ูดของลู่เฉินทำให้บางคนในสำนักเก้าสุขสงบตระหนักถึงอะไรบางอย่าง
“จริงด้วย!!”
”ถูกต้องที่สุด!”
เสียงตะโกนสนับสนุนดังมาจากบรรดาศิษย์ของสำนักเก้าสุขสงบ โดยเฉพาะกับคนที่เคยถูกกลั่นแกล้งและกดดันจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
พวกเขาพากันตะโกนสนับสนุนออกมา เพราะท่าทีอัน ‘หยิ่งผยอง’ เช่นนี้ของลู่เฉิน นับได้ว่าเป็นการตบหน้าสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ดี ๆ นี่เอง!!
แม้แต่ฉินหลินเองก็แสดงความตื่นเต้น ส่วนผู้อาวุโสเหยา แม้ว่าเขาจะไม่ได้แสดงออกมากนัก แต่ท่าทีของชายชราก็นับว่าชัดเจน! “ผู้เฒ่าหง อย่างที่ท่านได้เห็น ด้วยความสามารถของเขา ท่านคิดหรือว่าลู่เฉินจำเป็นต้องขโมยคัมภีร์ไป!”
“หัวขโมย! เจ้าดูถูกพวกข้าหลายครั้งแล้วนะ” ชายผมแดงกล่าวอย่างโกรธเคือง
ลู่เฉินไม่แยแสคำพูดนั้น และชี้ปลายกระบี่ไปยังชายที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา “มันขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว จงบอกความจริงไปเสีย!”
แขนขาของชายคนนั้นถูกทำให้พิการไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงไม่คิดจะฟังคำลู่เฉิน ปากก็ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากชายผมแดงไม่หยุด “ผู้อาวุโส ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย!”
“ปล่อยเขาไป!” ชายผมแดงนามว่าหงซานคำรามด้วยความโกรธ
“ท่านไม่อยากรู้ความจริงหรือ?” ลู่เฉินถามกลับ หงซานจึงตอบกลับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าอย่าได้บังคับข้า!”
ลู่เฉินเยาะเย้ย “ท่านคิดว่าข้าขโมยมันไปจริงหรือ?”
“ใช่!” หงซานตอบโดยไม่ลังเล
หลังจากได้ฟังคำตอบ ท่าทีของลู่เฉินพลันเย็นชามากขึ้น “ข้าผู้นี้…. สิ่งท