นถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “ข้าเข้าใจแล้ว!”
หลังจากนั้น ประมุขลู่ก็จัดแจงเก็บของให้ลู่เฉินด้วยตัวเองก่อนจะเดินมาส่งคนทั้งคู่ออกจากจวน
หากชายชราไม่แก่เกินไป คาดว่าคงเดินมาส่งพวกเขาทั้งคู่ถึงหน้าเมืองเลยทีเดียว
ทว่าด้วยความชราภาพ ประมุขลู่จึงได้แต่มองตามแผ่นหลังของพวกเขาที่กำลังเดินจากไป ก่อนที่จู่ ๆ ดวงตาของเขาจะกลายเป็นสีแดงและคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
ฉินหลินมองดูลู่เฉินซึ่งมีท่าทีคล้ายกับไม่แยแส จึงถามขึ้นว่า “เหตุใดเจ้าไม่คิดกล่าวคำอันใดกับปู่ของเจ้าบ้างเล่า?”
“ท่านก็เห็นแล้วว่าเขาเป็นคนเช่นไร หากข้าทำเช่นนั้น มีหวังเขาคงไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ และอาจร่ำไห้กลางที่สาธารณะด้วยซ้ำไป!” ลู่เฉินตอบอย่างจนใจ
ฉินหลินไม่ได้คาดคิดแม้แต่น้อยว่าจะเป็นเช่นนั้น จึงได้แต่ยักไหล่เล็กน้อย “นับว่าเจ้ายังรู้จักปู่ของตัวเองดี!”
ลู่เฉินไม่ได้ตอบกลับ และยังคงเดินทางต่อไป
….
ครั้นถึงยามค่ำ ลู่เฉินก็ได้เดินทางมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคยอย่าง ‘ภูเขาเก้าสุขสงบ”
ทว่าภูเขาเก้าสุขสงบที่อยู่ตรงหน้าขณะนี้… แตกต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง! ถึงขนาดที่ว่ามีร่องรอยของการแตกหักพังทลาย อีกทั้งยังมีช่องโหว่ตามแนวป้องกันอยู่เต็มไปหมด
“นี่มันช่าง…” เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ ลู่เฉินก็ได้แต่ถอนหายใจ
ฉินหลินรู้ว่าลู่เฉินเคยเป็นถึงอัจฉริยะผู้หนึ่ง และเคยไปที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงพูดอย่างกระดากอายว่า “สำนักเก้าสุขสงบของเรา แม้ว่าจะอ่อนแอก