หลังจากเคาะประตูเบา ๆ ฉินซินก็พาหลี่เยว่หานและคณะเข้าสู่สวนสุนัขล่าเนื้อได้อย่างราบรื่น
เพียงครู่เดียว นางก็เดินออกมาและเชิญทุกคนเข้าไปด้านในด้วยท่าทีนอบน้อม นี่ถือเป็นครั้งแรกที่หลี่เยว่หานได้ย่างกรายเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน เดิมทีนางคิดว่าอุทยานหลวงนั้นกว้างขวางมากแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าในเขตชั้นในแห่งนี้ยังมีสนามควบม้าอยู่อีกแห่งหนึ่ง!
เมิ่งสืออี้นั้นเป็นเด็กชาย จึงถูกดึงดูดความสนใจด้วยม้าในคอกอย่างรวดเร็วเขาอ้าปากค้างพลางร้องเรียก “ท่านแม่ ท่านแม่ อาอี้อยากเรียนขี่ม้าขอรับ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานจึงบีบแก้มยุ้ยของเขาเบา ๆ “กลับไปแล้วให้เสด็จพ่อของเจ้าสอนเถิด”
“ท่านแม่ ท่านแม่ พวกเราไปดูหมาตัวใหญ่กันเถอะขอรับ!” ทันทีที่ได้ยินเสียงสุนัขเห่า ความสนใจของเขาก็ย้ายจากสนามม้าไปทันที
“ตกลง แต่เจ้าห้ามกลัวนะ” หลี่เยว่หานจูงมือเมิ่งสืออี้ โดยมีอวี้จวงอุ้มเมิ่งอิงหนิงเดินตามหลัง และมีฉินซินคอยนำทางอยู่ด้านหน้า ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงลานกั้นสุนัขล่าเนื้อ
เขตพระราชฐานชั้นในกว้างขวางนัก ประตูแต่ละบานเชื่อมไปยังสถานที่ที่ต่างกัน แม้หลี่เยว่หานจะมองเห็นคอกม้าและสนามม้าจากตรงนี้ แต่หากจะข้ามไปฝั่งนั้น จำต้องเดินผ่านลานกั้นแห่งนี้เสียก่อน ซึ่งเหล่าสุนัขล่าเนื้อต่างอาศัยและหยอกล้อกันอยู่ในลานแห่งนี้เอง
หลี่เยว่หานกวาดสายตาไปรอบ ๆ และสังเกตเห็นคอกไม้แยกต่างหากที่ตั้งอยู่ข้างลานกั้นหลัก ในนั้น