“ถึงแม้ข้าจะไม่มีหลักฐาน แต่ข้าปักใจเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น” มู่หวังเฟยลดเสียงต่ำลง “อย่างไรเสียคุณหนูหยวนก็เป็นบุตรสาวสายตรงของจวนอู่กั๋วกง และชื่อจวนอู่กั๋วกงนั้น ก็มีคำว่า ‘อู่’ ที่หมายถึงการยุทธ์อยู่”
คำพูดของมู่หวังเฟยฟังดูพิลึกพิลั่น ทว่าหลี่เยว่หานกลับเข้าใจความหมายนั้นได้ทันที
หากจะกล่าวถึงบรรดาจวนกั๋วกงที่สืบทอดกันมานับร้อยปีนั้นมีเพียงสามตระกูล ได้แก่ ตระกูลอวี๋แห่งจวนเหวินกั๋วกง ตระกูลหยวนแห่งจวนอู่กั๋วกง และตระกูลไป๋หลี่แห่งจวนเจิ้นกั๋วกง
ในปัจจุบันทั้งสามจวนมิได้มีบทบาทโดดเด่นในราชสำนักนัก ทว่ายามเริ่มก่อตั้งแคว้นตงฮั่น ทั้งสามตระกูลต่างก็เป็นขุนนางคุณูปการผู้ร่วมบุกเบิกแผ่นดิน
เหวินกั๋วกงรุ่นแรกนั้นใช้พู่กันตวัดขีดเขียนชี้แนะกลยุทธ์เหนือแผ่นดิน ถือเป็นขุนนางกู้อิสริยศผู้ค้ำจุนแผ่นดินอย่างแท้จริง ส่วนอู่กั๋วกงรุ่นแรกนั้นมีพละกำลังมหาศาล เพียงคนเดียวก็สามารถต้านทานทัพนับหมื่นได้ เขาเป็นยอดขุนพลใต้บังคับบัญชาของจงเจิ้งจื่อโยว และเจิ้นกั๋วกงรุ่นแรกนั้นเชี่ยวชาญการนำทัพจับศึกเป็นอย่างยิ่ง แผ่นดินที่จงเจิ้งจื่อโยวพาส่งกองทัพไปตีมาได้ภายใต้การวางแผนของเหวินกั๋วกงรุ่นแรกและพละกำลังของอู่กั๋วกงรุ่นแรกนั้น ล้วนได้รับการปกปักรักษาโดยเจิ้นกั๋วกงรุ่นแรกทั้งสิ้น
จนกระทั่งบัลลังก์สืบทอดมาถึงมือของจงเจิ้งหลิงอวิ๋น ทั้งสามตระกูลใหญ่ก็ค่อย ๆ ถอนตัวออกจากการเมือง ผู้คนดูเหมือนจะเริ่มลืมเลื