อนวีรกรรมของพวกเขาไปทีละน้อย และจดจำได้เพียงว่าปัจจุบันพวกเขามีฐานะสูงส่งเหนือธรรมดาเท่านั้น
ตอนที่หลี่เยว่หานเพิ่งกลับเข้าสู่ตระกูลเหวินกั๋วกง กั๋วกงเฒ่าเคยเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟังมากมาย
หนึ่งในนั้นคือเรื่องที่อู่กั๋วกงในอดีตเคยใช้เพียงกำลังตนเองสยบเสือโคร่งดุร้ายด้วยมือเปล่า ยามนั้นกั๋วกงเฒ่าทอดถอนใจพลางเล่าว่า จวนอู่กั๋วกงมีวิชาบรรพบุรุษคือวิชาควบคุมสัตว์ซึ่งสืบทอดกันมาเพียงชั่วอายุละหนึ่งคนเท่านั้น หากบุตรหลานสายตรงไม่มีพรสวรรค์ ก็จะเลือกเด็กที่มีแววจากสายรองมาเป็นบุตรบุญธรรมในสายตรงเพื่อสืบทอดวิชานี้สืบไป
ก่อนหน้านี้หลี่เยว่หานเคยนึกสงสัย ในยุคสมัยที่บุรุษเป็นใหญ่เช่นนี้ หยวนหลิงเอ๋อร์กล้าทุบตีและด่าทอพี่ชายตนเองได้อย่างไร ถึงแม้เยวียนสวินจะเป็นบุตรที่เกิดจากอนุ แต่เขาก็เป็นบุตรชายคนโตของอู่กั๋วกง ประกอบกับหยวนฟูเหรินมีเพียงหยวนหลิงเอ๋อร์เป็นบุตรสาวคนเดียว โดยไม่มีบุตรชายสืบสกุล อย่างไรเสียอู่กั๋วกงก็ควรจะให้ความสำคัญแก่เยวียนสวินมากกว่าสิ
พอมาคิดดูตอนนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า เป็นเพราะหยวนหลิงเอ๋อร์คือคนเดียวในจวนอู่กั๋วกงที่สืบทอดวิชาควบคุมสัตว์มาได้
หากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็น่าตรวจสอบอย่างยิ่ง
แม้ในสมองจะนึกคิดกลับไปกลับมามากมายจนกระจ่างแจ้งในชั่วพริบตา ทว่าหลี่เยว่หานกลับมิได้ใช้เวลาครุ่นคิดนานนัก
เมื่อเข้าใจความนัยทั้งหมดแล้ว นางจึงหันไปกระซิบกระ