ซาบกับฮองเฮาและมู่หวังเฟยครู่หนึ่ง
“จะดีหรือ?” ฮองเฮาขมวดคิ้วนำ “มันจะไม่เสี่ยงเกินไปหน่อยหรือ?”
“ข้ามีวิธีปกป้องตนเองให้ปลอดภัยเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเอ่ยให้พระนางคลายกังวล “ทว่าวันนี้เป็นวันแรกของการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ หากเป็นฝีมือของหยวนหลิงเอ๋อร์จริง ๆ เราจะมัวรอให้นางหาโอกาสลงมือครั้งหน้าไม่ได้อีก”
มู่หวังเฟยมิได้กล่าวคำใด เพียงแต่กุมมือหลี่เยว่หานไว้ใต้โต๊ะเบา ๆ
ขณะที่ทั้งสามกำลังสนทนากัน อวี้จวงก็กำลังอุ้มเมิ่งอิงหนิงและพาเมิ่งสืออี้เล่นสนุก ดูภายนอกช่างเป็นภาพที่สงบสุขยิ่งนัก ทว่าหลี่เยว่หานกลับลอบแผ่จิตสัมผัสวิญญาณออกไป ล็อกเป้าหมายไปที่หยวนหลิงเอ๋อร์อย่างแน่นหนา
“สืบความมาได้ความว่าอย่างไร?” หยวนหลิงเอ๋อร์ถามสาวใช้ข้างกายด้วยเสียงต่ำ
“บ่าวไปสืบมาแล้วเจ้าค่ะ เยว่เอ๋อร์ถูกองครักษ์หลวงคุมตัวไปแล้ว” สาวใช้ตอบอย่างระมัดระวัง “มีคนบอกว่าตอนที่เยว่เอ๋อร์ถูกพาตัวไปนางอยู่ในอาการหมดสติ เหงื่อท่วมกาย ใบหน้าซีดเผือดดูราวกับคนตายไม่มีผิดเจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดนายน้อยทั้งสองกับนางนั่นถึงไม่เข้าไปด้านใน?” หยวนหลิงเอ๋อร์ยังคงประดับยิ้มที่ดูอ่อนโยนใจดีไว้บนใบหน้า ทว่าคำพูดที่หลุดออกมาจากปากกลับโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก
“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ… บางทีพระชายาอาจจะรู้อยู่แล้วว่าที่นั่นคือสวนสุนัขล่าเนื้อ เพราะนางเองก็เคยอยู่ในวังมาช่วงหนึ่ง!”
“ไปให้พ้นหน้าข้าเสีย”
สาวใช้รับคำแล้วรีบถอยฉากออกไป
หลี่เยว่