หลินเฟิงโกรธจนตัวสั่น แต่ในห้องรับรองไม่มีอะไรให้เขาขว้างปาแล้ว จึงทำได้เพียงจ้องตาเขม็งไปยังเมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนใช้พลังภายในอย่างสงบนิ่ง วางกาน้ำชาและถ้วยชาลงบนโต๊ะเล็กที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นจึงล้วงมือไว้ในแขนเสื้อพลางกล่าวช้า ๆ ว่า “เจ้าพูดถูกอยู่ข้อหนึ่ง ตระกูลขุนนางมีการกดขี่ข่มเหงราษฎรจริง แต่ตอนนี้แคว้นตงฮั่นของพวกเรากำลังดำเนินการปฏิรูปใหม่ ลดทอนอำนาจพิเศษของตระกูลขุนนาง คืนที่ดินให้ราษฎร แต่ราษฎรกลับต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วนจากเดิม วิธีนี้ทั้งปกป้องตระกูลขุนนางที่มีคุณูปการตั้งแต่สถาปนาแคว้น และยังคุ้มครองผลประโยชน์ของราษฎรด้วย”
“ยิ่งไปกว่านั้น หากแคว้นตงฮั่นของพวกเราประสบภัยพิบัติ โดยทั่วไปตระกูลขุนนางใหญ่จะระดมเสบียง คลังหลวงจัดสรรเงินบรรเทาทุกข์ ดังนั้นแม้ในยามเกิดภัยพิบัติ พวกเราก็ไม่ต้องหวั่นเกรงนัก”
“แต่พวกเจ้าต่างออกไป อย่างที่เจ้าว่า พวกเจ้าต้องพึ่งฟ้าดินกินอยู่ ธรรมชาตินั้นคาดเดาได้ยากยิ่ง ดังนั้นทุกปีจึงมีผู้คนของพวกเจ้าอดตายเพราะขาดอาหาร หนาวตายเพราะขาดเสื้อผ้า ที่พวกเจ้าบุกรุกประเทศเล็ก ๆ ทางเหนือครั้งใหญ่ก่อนฤดูหนาวและหลังฤดูใบไม้ผลิ ก็เพราะไม่มีเงินไม่มีเสบียง ไม่มีทางผ่านฤดูหนาว พอถึงฤดูใบไม้ผลิก็อาศัยจังหวะที่ทุกคนยุ่งกับการเพาะปลูก ปล้นชิงเสบียงอาหารอย่างหนัก เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราเรียกพวกเจ้าว่าอย่างไร?”
พูดถึงตรงนี้ เมิ่งฉีฮ่วนหยุดลง มองใบหน้าที่ดำ