่าใส่พริกเยอะขนาดนั้นเขาก็ไม่ฟัง ตักพริกขี้หนูแดงกับพริกป่ามาอย่างละชามใหญ่…” พูดถึงตรงนี้เวินเทียนเหล่ยก็ถอนหายใจยาว มองไปทางสวีซิ่งอี้ที่กำลังดิ้นพล่านเพราะความเผ็ด “คนเขาเตือนแล้วไม่ฟังก็สมควรแล้ว!”
ได้ยินเช่นนั้น ทั้งหลี่เยว่หานและสวีอวิ้นเอ๋อร์ก็พากันหัวเราะร่า
ถึงจะขำเพียงใด แต่หลี่เยว่หานก็ยังสั่งให้เสี่ยวเอ้อนำน้ำเกลือมาให้สวีซิ่งอี้ใช้กลั้วปากแก้เผ็ด
กว่าจะสงบศึกความเผ็ดลงได้ สวีซิ่งอี้ก็นั่งหมดสภาพอยู่บนเก้าอี้ “ทำไมการกินหม้อไฟของข้ามันถึงได้ลำบากลำบนเพียงนี้!”
“นั่นก็เพราะเจ้าไม่ฟังคำเตือนของคนอื่นอย่างไรเล่า!” เวินเทียนเหล่ยอดไม่ได้ที่จะถากถาง
“เจ้าก็ไม่ได้เตือนข้าดี ๆ นี่นา!” สวีซิ่งอี้เถียงกลับพลางเหลือกตาใส่
“ข้านี่นะไม่เตือนดี ๆ? ข้าแทบจะแย่งถ้วยพริกนั่นออกจากมือเจ้าอยู่แล้ว แต่เจ้าล่ะ… เจ้าถึงขั้นกระโดดขึ้นมาจะท้าสู้กับข้า!” เวินเทียนเหล่ยเองก็เหลือกตาใส่คืนอย่างไม่ยอมแพ้
ระหว่างที่ทั้งคู่เถียงกัน สวีอวิ้นเอ๋อร์ก็เริ่มลงมือกินต่ออีกครั้ง โดยมีหลี่เยว่หานคอยดูแลคีบเนื้อคีบผักให้โดยไม่สนใจสองหนุ่มที่กำลังทะเลาะกัน
มีของอร่อยวางอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ ใครจะเสียเวลาไปนั่งฟังคนเถียงกัน… บ้าไปแล้วหรืออย่างไร!
สวีซิ่งอี้เองก็อยากจะกินต่อใจจะขาด เพราะเขาเพิ่งเคยลิ้มลองของที่แปลกใหม่และรสเลิศเช่นนี้เป็นครั้งแรก
ทว่าเมื่อครู่เพราะความเผ็ดจัดทำให้เขาดื่มน้ำเข้าไปจนล้นกระเพาะ ตอนนี้