กิดจากจำนวนขุนนางที่ล้นเกิน หากในช่วงหลายสิบปีมานี้ไม่มีตระกูลเวิน พ่อค้าหลวงอันดับหนึ่งคอยจุนเจือ ราชสำนักคงไม่มีแม้แต่เบี้ยหวัดจะจ่ายให้เหล่าขุนนางแล้ว!”
คำพูดนี้ทำให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่ยังยิ้มแย้มเมื่อครู่ถึงกับพระพักตร์มืดครึ้มลงทันที “ตามที่เจ้าว่ามา หมายความว่าข้าควรสั่งปลดขุนนางทั่วทั้งราชสำนัก แล้วเปลี่ยนเป็นบัณฑิตยากจนให้หมดเลยอย่างนั้นหรือ?”
“ฝ่าบาท ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น!” ใต้เท้าหานรีบก้มหน้าลง “เพียงแต่ปัญหาขุนนางล้นงานหากไม่รีบแก้ไข ในที่สุดราชสำนักก็จะถูกฉุดรั้งจนล่มสลาย แม้ความชอบของตระกูลใหญ่ที่มีต่อบ้านเมืองตลอดร้อยปีมานี้จะไม่อาจลืมเลือน แต่บัณฑิตยากจนก็มีผู้มีความสามารถเกิดขึ้นมากมาย ข้าขอวิงวอนให้ฝ่าบาททรงประกาศใช้ระบอบใหม่ ยกเลิกสิทธิพิเศษของบุตรหลานขุนนาง และเข้มงวดกับการสอบคัดเลือก เพื่อเฟ้นหาผู้มีความสามารถที่แท้จริงมาทำงานให้บ้านเมืองเถิด!”
ใต้เท้าหานเป็นขุนนางที่วางตัวเป็นกลางมาตลอดและทำหน้าที่ ‘นักบัญชีแห่งราชสำนัก’ อย่างซื่อสัตย์ เขาจึงรู้สถานะการเงินของแผ่นดินเป็นอย่างดี แม้ช่วงสองปีหลังกรมพระคลังจะมีผลงานดีขึ้นบ้าง แต่แผ่นดินก็เป็นอย่างที่เขาว่าไว้จริง ๆ หากไม่มีเงินบริจาคจากพ่อค้าหลวง ราชสำนักอาจจะล้มละลายไปนานแล้ว
นอกจากนี้ บุตรหลานตระกูลขุนนางที่อายุครบสิบหกปีล้วนได้รับตำแหน่งลอย ๆ วัน ๆ เอาแต่ตีไก่แข่งสุนัข งานการไม่ทำแต่กลับรับเบี้ยหวัดสม่ำเสมอ