ากษ์วิจารณ์ขุนนางกลุ่มเดิม ทั้งที่ตนเองก็มีพื้นเพมาจากตระกูลใหญ่เช่นกัน
มีเพียงเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้นที่ยืนมองเหตุการณ์วุ่นวายนี้อย่างสงบ เช่นเดียวกับฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่ทำตัวเป็นคนนอก
นอกจากทั้งคู่แล้ว จงเจิ้งเสียนและจงเจิ้งอวี่ก็ยังคงนิ่งเงียบ จงเจิ้งเสียนนั้นเป็นผู้นำกลุ่มขุนนางเก่าแก่ ขุนนางที่สนับสนุนเขาล้วนเป็นคนจากตระกูลใหญ่ เขาจึงมีอิทธิพลเหนือจงเจิ้งอวี่มาตลอด จงเจิ้งอวี่ผู้กุมอำนาจทางการทหารมักเอนเอียงเข้าข้างกลุ่มทหารและบัณฑิตสามัญ แม้เสียงสนับสนุนในราชสำนักจะมิอาจเทียบเคียงผู้เป็นพี่ชาย ทว่าเขากลับถือครองอำนาจทหารไว้ในมือจนมิอาจมีผู้ใดมองข้ามได้
ยามนี้เมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้เปิดประเด็น โดยใช้ความสำเร็จจากการถลุงเกลือและน้ำมันมาเป็นข้ออ้างในการลดจำนวนขุนนาง เรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของทั้งจงเจิ้งเสียนและจงเจิ้งอวี่ไม่น้อย แต่ทว่าทั้งคู่กลับไม่สามารถออกหน้าคัดค้านได้ เพราะนี่คือสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองและราษฎรอย่างแท้จริง
ท้องพระโรงวุ่นวายอยู่นานร่วมหนึ่งเค่อ จนกระทั่งขันทีหรูได้รับสัญญาณจากฮ่องเต้จึงส่งเสียงสั่งให้ทุกคนเงียบ
“ข้าเห็นว่า ความคิดเรื่องการคืนที่ดินให้ราษฎรที่ฉีอ๋องและแม่ทัพสวีเสนอมานั้นน่าสนใจมาก ให้ทำตามที่ฉีอ๋องว่า โดยเริ่มทดลองที่อำเภอฮัวซีเป็นแห่งแรก ส่วนเสนาบดีหาน เจ้าไปรวบรวมบัญชีรายรับรายจ่ายของราชสำนักตลอดสามปีที่ผ่านมาร่วมกับตระกูลเวิน พ่