ี่มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าสามร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งที่ซ้ำซ้อนกัน ในจำนวนสามร้อยกว่าคนนี้ เกือบสามร้อยคนเป็นบุตรหลานตระกูลขุนนาง สิ่งที่พวกเขาทำมากที่สุดในแต่ละวันคือการมาลงชื่อเข้างาน จากนั้นก็ไปกินเหล้าเที่ยวเล่น พอมีเรื่องราวก็โยนงานกันไปมา จนกระทั่งจวนตัวถึงจะรีบสะสางส่ งๆ ไป นี่หรือคือผู้มากความสามารถที่ท่านว่า?”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็หยิบฎีกาเล่มหนาออกมาจากแขนเสื้อแล้วเอ่ยปากพูด “ฝ่าบาท นี่คือสรุปผลการตรวจสอบของข้า ปัญหาขุนนางล้นงานเป็นภาระหนักของราชสำนักจริง ๆ ข้าได้ปรึกษากับจิ้นกั๋วกงและแม่ทัพสวีแล้ว เพื่อจะรวบรวมคนเก่งจากเหล่าราษฎรและตระกูลธรรมดามาช่วยร่างระบอบใหม่นี้!”
สิ้นคำกล่าวนั้น ทั่วทั้งราชสำนักก็เกิดความวุ่นวายทันที!
อย่างที่เมิ่งฉีฮ่วนว่าไว้ ขุนนางที่ยืนอยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้เกือบทั้งหมดมาจากตระกูลใหญ่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาพยายามกดหัวบัณฑิตยากจนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง หากฮ่องเต้เชื่อตามคำเสนอและกวาดล้างราชสำนักจริง ๆ พวกเขาที่เสวยสุขมานานหลายร้อยปีคงเป็นกลุ่มแรกที่ต้องรับเคราะห์และกลายเป็นเป้าโจมตี!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เหล่าขุนนางต่างพากันส่งเสียงคัดค้านและโต้เถียงกันดังระงมจนตำหนักที่เคร่งขรึมกลายเป็นเหมือนตลาดสด แม่ทัพสวีในวัยชราถึงกับเถียงจนหน้าดำหน้าแดง แม้แต่จิ้นกั๋วกงที่มักจะสงวนท่าทีก็ยังร่วมโต้เถียงด้วย ส่วนเสนาบดีหานนั้นกลายเป็นหัวหอกในการวิพ