งเข้าประตูหินนั้นจนแน่นสนิท
หลี่เยว่หานลอบถอนใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่นางมีแดนราชันไร้เทียมทานไว้คอยหลบเร้น มิเช่นนั้นทุกคนคงต้องมาสังเวยชีวิตอยู่หน้าประตูหินบานนี้เป็นแน่
“เจ้าเป็นใคร!” เสียงเย็นเยียบดังขึ้นภายในถ้ำอันมืดสลัว จากนั้นหลี่เยว่หานก็รู้สึกได้ถึงปลายดาบที่จ่ออยู่ที่ลำคอ “เหตุใดเจ้าถึงออกมาจากพระราชวังใต้ดินของสำนักจางอันได้!”
หลี่เยว่หานรีบชูมือขึ้นเพื่อแสดงว่ามิได้มีเจตนาร้าย นางถอยหลังไปสองสามก้าวเอนพิงผนังถ้ำพลางเอ่ยว่า “ข้า… ข้าคือคนที่พลัดตกลงไปในพระราชวังใต้ดินโดยบังเอิญ กว่าจะหาทางออกมาได้ก็นับว่ายากเย็นแสนเข็ญนัก”
“เจ้าโกหก” น้ำเสียงของอีกฝ่ายราบเรียบมิมีความรู้สึกใด ๆ ทว่ามั่นคงนัก ปลายดาบที่จ่อคออยู่ก็มิได้ลดลงแม้แต่น้อย จนหลี่เยว่หานเกือบจะคิดว่าเขากำลังหยอกล้อนางอยู่เสียแล้ว
“ข้ามิได้โกหก!” หลี่เยว่หานกัดฟันเอ่ย “ข้าจะโกหกไปเพื่อประโยชน์อันใด! ท่านก็เห็นอยู่ว่าข้าออกมาจากพระราชวังใต้ดินของสำนักจางอันจริง ๆ ค่ายกลข้างในถูกทำลายไปหมดแล้ว ศพในโลงหินเริ่มเน่าเปื่อย หากข้ามิหาทางออกมายามนี้ มีหวังได้ตายเน่าอยู่ในนั้นแน่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อีกฝ่ายก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยจนแทบสังเกตมิได้ “โลงหินรึ?”
“ก็ใช่น่ะสิ! ข้างในมีแต่โลงศพเต็มไปหมด! แถมยังมีชายผมขาวคนหนึ่ง แต่เขาตายไปแล้ว ก่อนตายเขาบอกว่าเขาคือจุดยุทธศาสตร์หลัก พอเขาตาย