บว่าหากร่างกายของนางไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไกล ก็ให้ส่งนางไปอยู่ที่อารามชีใกล้ ๆ หรือส่งไปพักที่ไร่นอกเมืองแทน
ไม่ใช่ว่าหลี่เยว่หานไม่อยากเอาชีวิตหวังเฟิ่ง แต่นางเริ่มมีความเชื่อเรื่องเวรกรรมมากขึ้น เมื่อนางยอมละเว้นชีวิตหวังเฟิ่ง อาหนิงตัวน้อยก็สามารถนั่งได้เองทันที สิ่งนี้ทำให้หลี่เยว่หานเลือกที่จะมอบความเมตตาและอดทนต่อหวังเฟิ่งมากขึ้นเล็กน้อย
…..
เช้าตรู่วันที่สาม
หลี่เยว่หานผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามาสวมชุดรัดกุมสีแดงดำ รวบผมดำขลับขึ้นเป็นหางม้าสูง ในยามที่ฟ้าเริ่มสาง เมิ่งฉีฮ่วนและภรรยาพร้อมด้วยสองพ่อลูกตระกูลสวีก็เดินทางออกจากเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ
หลังจากควบม้าห่อตะบึงมาตลอดทั้งวัน พวกเขาก็มาถึงอำเภอฮัวซีก่อนที่ความมืดจะเข้าปกคลุมโดยสมบูรณ์
แม้จะเป็นเดือนแปด แต่อำเภอฮัวซีกลับมีอากาศเย็นสบายกว่าเมืองหลวงไม่น้อย
ที่อำเภอฮัวซีก็มีเหลาอาหารปาเซียนอยู่เช่นกัน คนทั้งหมดจึงเข้าพักที่นั่น หลังจากส่งคนไปแจ้งข่าวที่ที่ว่าการอำเภออย่างเงียบเชียบแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันพักผ่อนอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ช่วยนายอำเภอโจวก็มารอพบอยู่ที่เหลาอาหารปาเซียนแต่เช้าตรู่
เดิมทีเขาคิดว่าตนเองมาเช้ามากแล้ว เพราะฟ้าเพิ่งจะสางได้เพียงครู่เดียว
ใครจะรู้ว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่เหลาอาหารปาเซียน เขาก็พบว่า ‘พระพุทธรูปองค์ใหญ่’ ทั้งสี่ท่านกินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยและนั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว
“เสียมารยาทจริง ๆ