อนอาอี้และอาหนิง ไม่ยอมให้หลี่เยว่หานต้องเหนื่อยกายแม้แต่น้อย
และสิ่งที่น่าประหลาดใจและน่ายินดีที่สุดในสามวันนี้ก็คือ อาหนิงสามารถพยุงตัวนั่งได้เองแล้ว!
ในช่วงสามวันนี้ เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานยังได้ไปเยี่ยมที่จวนมู่หวังสองครั้ง มู่หวังเฟยเมื่อทราบว่าสวีซิ่งอี้จะติดตามพวกเขาไปเลือกทำเลนาเกลือด้วยก็ตกใจจนแทบไม่เชื่อหู นางเอ่ยชมไม่ขาดปากว่าหลานชายโตขึ้นแล้วจริง ๆ ทั้งยังดูมีสง่าราศีขึ้นมาก
นอกจากนี้ เมิ่งฉีฮ่วนยังพาหลี่เยว่หานไปลอบดูอาการของหวังเฟิ่งครั้งหนึ่งด้วย
ทว่าทั้งคู่ไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็น เพียงแต่มองลงมาจากหอสูงใกล้ ๆ เท่านั้น
หวังเฟิ่งดูซูบผอมลงไปมาก คนที่คอยดูแลนางเล่าว่านางตื่นและเข้านอนตรงเวลาสม่ำเสมอ ยามว่างยังช่วยพวกบ่าวไพร่ซักผ้าทำอาหาร ดูสงบเสงี่ยมขึ้นมาก ไม่เคยโวยวายขอออกไปข้างนอก และที่สำคัญคือนางไม่ได้เอ่ยถึงหลี่เจี้ยนโปหรือลูกสาวทั้งสองคนเลย
หลี่เยว่หานรู้สึกว่าเช่นนี้ก็ดีแล้ว แต่นางยังคงไม่มีความคิดที่จะให้หวังเฟิ่งพำนักอยู่ในเมืองหลวงต่อไป คนดูแลบอกว่าร่างกายของหวังเฟิ่งนั้นย่ำแย่จากการถูกทรมานและอดอยากอย่างหนัก ยามนี้หากกินมากไปเพียงนิดก็จะปวดท้องท้องอืด จึงต้องเน้นกินทีละน้อยแต่บ่อยมื้อ
อีกทั้งขาของนางดูเหมือนจะมีปัญหา ท่านหมอตรวจแล้วบอกว่าถูกลมปราณเย็นแทรกซึม ทำได้เพียงรักษาไปตามอาการ
คาดว่าคงต้องพักฟื้นไปจนถึงปีหน้า
หลี่เยว่หานไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงแต่กำชั