ชาวบ้านโดยรอบกลับพากันชื่นชมว่าฉีหวังเฟยช่างมีจิตใจเมตตาราวกับพระโพธิสัตว์มาโปรด! หากเป็นพวกเขามีแม่เลี้ยงใจยักษ์คอยใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้ คงจับมีดไปล้างแค้นนานแล้ว ไม่มีทางมายื่นมือช่วยเหลือให้พ้นจากความลำบากเช่นนี้แน่
“พี่สาว ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ท่านแม่จะอยู่ในเมืองหลวงไม่ได้…” หลี่หรงหรงตั้งท่าจะคุกเข่าต่อ แต่พอเจอสายตาคมกริบของหลี่เยว่หานตวัดมองมา นางก็ใจสั่นวาบ รีบยอมให้อวี้จวงพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นทันที
“ในเมื่อเจ้ารู้ความ แล้วจะเอ่ยปากไปเพื่ออะไรอีก” แม้คำพูดจะดูห้วน แต่หลี่เยว่หานก็โน้มตัวลงช่วยปัดฝุ่นที่ชายกระโปรงให้หลี่หรงหรง และหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยถลอกที่หน้าผากของน้องสาวอย่างเบามือ
ในเมื่อเพิ่งใช้ประโยชน์จากหลี่หรงหรงไป จะไม่ให้รางวัลนางเลยก็คงดูใจดำเกินไป อย่างน้อยนางก็ต้องแสดงภาพลักษณ์ความรักใคร่กลมเกลียวระหว่างพี่น้องให้สายตาผู้อื่นได้เห็น
“แต่ท่านแม่ถูกคนบ้านตระกูลเหมาทำร้ายมานาน ร่างกายย่อมทรุดโทรมไม่แข็งแรงเหมือนเก่า เช่นนั้น… ให้ท่านแม่ไปพักรักษาตัวที่คฤหาสน์ในชนบทของตระกูลหลิ่วสักระยะดีหรือไม่เจ้าคะ?” หลี่หรงหรงเอ่ยหยั่งเชิงด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ