ลมสูงพลางดิ้นรนสุดแรงเกิด ทว่ามือปราบที่คุมตัวนางไว้นั้นมือหนักยิ่งนัก ต่อให้นางดิ้นพล่านเพียงใดก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่กระผีกริ้น
“ท่านแม่…” เมื่อหลี่หรงหรงเห็นสภาพมารดา ใจก็เริ่มอ่อนยวบ น้ำตาไหลพรากออกมาทันที “ท่านแม่ ทำไมท่านถึงทำเช่นนี้ ทำไมต้องทำเรื่องให้เป็นเช่นนี้ด้วย…”
“หลี่หรงหรง! เจ้าเองก็เป็นนังลูกเนรคุณ! ทิ้งแม่แท้ ๆ ให้ทนทุกข์ทรมานอยู่ในตระกูลเหมา ไม่เคยคิดจะยื่นมือมาช่วยแม้แต่น้อย เสียแรงที่ข้าอุ้มท้องเลี้ยงดูเจ้ามา เจ้ามันสัตว์เดรัจฉาน! เลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก!”
หลี่หรงหรงคาดไม่ถึงว่ามารดาจะด่าทอตนต่อหน้าฝูงชนเช่นนี้ เท้าที่ตั้งท่าจะก้าวเข้าไปหาพลันชะงักกึก นางมองหวังเฟิ่งด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา “ท่านแม่ ท่านพูดอะไร ข้าไม่ได้ทำ…”
“ถุย! เจ้าไม่ได้ทำอะไร! ข้าต้องทนลำบาก อดอยาก และถูกทุบตีอยู่ในตระกูลเหมา แต่เจ้ากลับเสวยสุข มีกินมีใช้หน้าตาชูตาอยู่ในเมืองหลวง! สงสัยเจ้าคงลืมไปแล้วกระมังว่ายังมีแม่อยู่อีกคน!” หวังเฟิ่งด่าทออย่างบ้าคลั่งโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่บุตรสาวของตนเอง
หลี่เยว่หานดึงตัวหลี่หรงหรงให้มาหลบข้างหลังนาง ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินตรงไปหาหวังเฟิ่งอย่างช้า ๆ
“หวังเฟิ่ง เจ้าว่าข้าชั่วช้าใจทราม… แล้วยามที่เจ้าเกือบจะวางยาฆ่าข้าให้ตาย ตอนนั้นเจ้าหลงเหลือมโนธรรมบ้างหรือไม่?” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางย่างสามขุมเข้าไป กลิ่นอายรอบตัวนางแผ่ซ่านด้วยความกดดันจนผู้ค