นรู้สึกหนาวสะท้าน
“ยามที่เจ้าเอาหินผูกตัวข้าแล้วโยนข้าลงสระน้ำ ตอนนั้นเจ้ามีสิ่งที่เรียกว่าความเมตตาหรือไม่?”
“ยามที่เจ้าฉวยโอกาสตอนข้าเจ็บหนัก แอบขายข้าให้ผู้อื่น นั่นคือการกระทำของคนที่มีมโนธรรมอย่างนั้นหรือ?”
“ยามที่สามีของข้าดูแลข้าอย่างดี เจ้าก็บุกมาอาละวาดทุบตีจนครอบครัวข้ากลายเป็นที่ขบขันของชาวบ้าน ตอนนั้นเจ้ามีความเป็นคนเหลืออยู่บ้างไหม?”
“เพื่อให้เจ้าได้มีเงินใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือย ท่านพ่อต้องไปรับจ้างแบกหามที่ท่าเรือจนพลัดตกน้ำเจ็บหนัก แต่ยามที่ท่านพ่อนอนป่วยร่อแร่ เจ้ากลับบีบบังคับให้ท่านลงนามในหนังสือหย่า การทำเช่นนั้นคือความกตัญญูที่เจ้ามีต่อสามีหรืออย่างไร?”
“ยามที่เจ้าเริ่มเข้าไปอยู่ในบ้านตระกูลเหมา เจ้าเอาแต่แต่งตัวยั่วยวนกดขี่ข่มเหงท่านพ่อ ตอนนั้นเจ้ามีความละอายใจบ้างหรือไม่?”
“มาบัดนี้ ท่านพ่อได้รับความโปรดปรานจากฝ่าพระบาท ตัวข้าเองก็ได้รับเกียรติยศตามสามี แต่เจ้ากลับใช้ชีวิตในบ้านตระกูลเหมาไม่สมหวัง จึงดั้นด้นมาโวยวายกลางตลาดเพื่อทำลายชื่อเสียงของข้าและดูหมิ่นท่านพ่อ ข้าขอถามเจ้าหน่อยเถิดว่า มโนธรรมของเจ้าหายไปไหนหมด!”
หวังเฟิ่งอึ้งตะลึงไปทันที นางคาดไม่ถึงว่าหลี่เยว่หานจะกล้าขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตมาเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัลอย่างหมดเปลือกเช่นนี้
นางอุตส่าห์ได้ยินมาว่า หลี่เยว่หานพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะแทรกตัวเข้าสู่สังคมสตรีชั้นสูงในเมืองหลวง และพยายามปกปิดหัวนอนปลา