ยน้ำนั้น ความเหนื่อยล้าจากการเดินเรือก็มลายหายสิ้นไป ร่างกายกลับมามีเรี่ยวแรงกระปรี้กระเปร่าไปถึงขุมขน
แม้พวกเขาจะไม่รู้เรื่องหว่านอู้เซิง แต่ต่างก็เชื่อกันว่าหลี่เยว่หานผู้มีอิทธิฤทธิ์เป็นคนร่ายอาคมช่วย เมื่อข่าวนี้ลอยเข้าหูเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หาน ทั้งคู่ต่างก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
เดิมทีกำหนดไว้ว่าจะขึ้นเกาะภายในสามวัน แต่นี่ผ่านไปเพียงวันเดียว ผู้อาวุโสห้าก็เป็นฝ่ายมาขอเจรจาก่อนแล้ว ดังนั้นในวันที่สอง หลังจากปรับขบวนเรือเสร็จ พวกเขาก็ยังคงปักหลักนิ่งอยู่กับที่
ก่อนถึงยามอู่ ผู้อาวุโสห้าก็พาคนมาอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้มิได้พาเหล่าศิษย์สตรีมาเพื่อขอสมานฉันท์ แต่กลับพาผู้อาวุโสใหญ่และเจ้าเกาะถงเซิงมาเพื่อขอคำชี้แนะถึงที่
“นี่คืออะไรกัน?” ผู้อาวุโสห้าเห็นเมิ่งฉีฮ่วนโบกมือให้ทหารล่าถอยออกไป แต่หลี่เยว่หานยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง จึงขมวดคิ้วมุ่น “เสี่ยวเมิ่ง เจ้าออกรบทำศึก ยังพาผู้หญิงมาด้วยหรือ?”
“เมื่อวานผู้อาวุโสห้ายังส่งศิษย์สตรีมาให้เปิ่นหวังตั้งสองนาง แล้วเหตุใดเปิ่นหวังจะพาหวังเฟยออกศึกด้วยมิได้เล่า?” เมิ่งฉีฮ่วนปรายตามองพลางตอกกลับอย่างไม่ลดละ
‘ว่าอย่างไร จะเลือกปฏิบัติอย่างนั้นหรือ?’
“เจ้ามันเหลวไหลสิ้นดี!” ผู้อาวุโสห้ากระทืบไม้เท้าด้วยความโมโหและกระแทกตัวลงนั่งอย่างขุ่นเคือง
ฝ่ายเจ้าเกาะสวมหมวกคลุมศีรษะมิดชิดจนมองไม่เห็นหน้าค่าตา ส่วนผู้อาวุโสใหญ่กลับมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่ม