ท่ามกลางเปลวไฟแห่งสงครามด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฝานเอ๋อร์จึงสลัดความลังเลทิ้งไป นางจ้องมองเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเปิดเผยพลางกล่าวว่า “ท่านให้คนลักพาตัวข้ามากลางดึกเช่นนี้ ต่อให้ข้ามีหว่านอู้เซิงอยู่จริง แต่ข้าก็ไม่ได้พกมันติดตัวมาด้วย”
“เรื่องนี้ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า ก่อนจะส่งสัญญาณให้เฮ่อเจิ้งเทียนก้าวออกมา “องค์หญิงฝานเอ๋อร์บอกตำแหน่งที่ซ่อนหว่านอู้เซิงแก่ผู้ติดตามของข้าคนนี้ได้เลย ด้วยฝีมือของเขา การหลบเลี่ยงองครักษ์เงาในยามวิกาลไม่ใช่เรื่องยาก”
ฝานเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตอบตกลงโดยไม่รีรอ หลังจากนางบอกที่ซ่อนส่วนหนึ่งของหว่านอู้เซิงให้เฮ่อเจิ้งเทียนทราบ เขาก็รีบเร้นกายออกจากเรือนพักไปทันที
“ท่านอ๋องฉี” หลังจากเฮ่อเจิ้งเทียนจากไป ฝานเอ๋อร์ก็พยายามสงบสติอารมณ์ “การจะทำให้พระชายาฟื้นขึ้นมาต้องใช้หว่านอู้เซิงปริมาณมาก ยามนี้เราอยู่ในสถานะพันธมิตรกัน ดังนั้นข้าจะยังไม่มอบหว่านอู้เซิงทั้งหมดให้ท่านในคราวเดียว หวังว่าท่านจะเข้าใจ”
“ข้าย่อมเข้าใจดี” เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้คาดหวังว่าฝานเอ๋อร์จะมอบทุกอย่างให้เพื่อช่วยหลี่เยว่หานในรวดเดียวอยู่แล้ว เพราะนางสามารถอดทนซ่อนตัวอยู่ในวังมาได้หลายปี ย่อมต้องมีแผนการในใจตนเอง “สิ่งที่เจ้าต้องการ ก็แค่อาฆาตจองเวรเอาชีวิตสองแม่ลูกตระกูลโฉวที่เป็นมเหสีและลูกสาว หลังจากข้าจับตัวพวกนางได้แล้ว ข้าจะนำมาแลกกับหว่านอู้เซิงส่วนที่เหลือเอง”
“ไ