นจะทนไม่ไหวจนสิ้นลมหายใจไปเสียก่อน
หากเป็นเช่นนั้นจริง มันคงเป็นการสูญเสียที่ทำลายชีวิตเขาย่อยยับจนไม่อาจฟื้นคืนได้
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้การร่ายรำตรงหน้าจะงดงามเพียงใด เมิ่งฉีฮ่วนก็ยังคงใจลอย ซึ่งอารมณ์ของเขาก็ส่งผลไปถึงเจียงหมิงที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ข้าง ๆ จนพลอยมีสีหน้าห่อเหี่ยวตามไปด้วย ส่วนเฮ่อเจิ้งเทียนนั้นถูกสั่งให้คอยเฝ้าคุ้มกันอยู่ข้างกายหลี่เยว่หาน จึงไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยง
อีกอย่าง วรยุทธ์ของเมิ่งฉีฮ่วนนั้นสูงส่งกว่าเฮ่อเจิ้งเทียนหลายเท่าตัว เขาจึงไม่จำเป็นต้องมีใครมาคอยคุ้มกันใกล้ ๆ ในงานนี้
การร่ายรำผ่านไปห้าหกชุดแล้ว เหล่าขุนนางที่มาร่วมงานต่างก็ทยอยกันเดินมาคารวะเหล้าเมิ่งฉีฮ่วนจนครบวง แม้เขาจะใจลอยอยู่บ้างแต่ก็ยังรับมือได้อย่างลื่นไหล ส่วนเจียงหมิงที่นั่งข้าง ๆ กลับดูว่างงานกว่ามาก เขาเอาแต่ลอบสังเกตพวกขุนนางเหล่านั้นพลางคิดอะไรบางอย่างในใจ
“ท่านพี่!” เสียงใส ๆ เสียงหนึ่งดังแทรกฝูงชนเข้ามา “วันนี้ในวังมีงานเลี้ยง เหตุใดท่านถึงไม่เรียกข้ามาด้วย!”
สิ้นเสียงนั้น เด็กสาวคนหนึ่งที่ถักผมเปียยาวสองข้าง สวมรัดเกล้าทองคำขนาดเล็กและชุดกระโปรงยาวสีแดงสลับดำ ก็ก้าวเข้ามาในครรลองสายตาของเมิ่งฉีฮ่วนอย่างคล่องแคล่ว
“นังหนูคนนี้ ท่านพ่อสั่งให้เจ้ากักบริเวณสำนึกตนไม่ใช่หรือ เหตุใดเจ้าถึงแอบหนีออกมาได้!” บาเคอร์ทำน้ำเสียงดุว่าน้องสาว แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ท่าทางเช่นนั้นทำให้เจียงหมิ