อกสิ่งที่รู้แก่เจ้าหมดแล้ว เจ้าควรจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมทางบ้าง…”
ถังซีฝานพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ขาดความมั่นใจ
หลี่เยว่หานมองเขาแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ
เมื่อถึงเวลาอาหาร เธอไปเก็บผลไม้ป่ามากินประทังหิวและดื่มน้ำพุวิญญาณเล็กน้อย ถือว่าผ่านไปอีกหนึ่งมื้อ หลังจากอิ่มหนำแล้วเธอก็เอนกายลงบนเก้าอี้เอนหลังใต้ชายคาของเรือนพักลี้ภัย หลับตาพักผ่อนโดยไม่สนใจใยดีถังซีฝานอีก
ถังซีฝานกินหญ้าแห้งในคอกม้าจนอิ่ม เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานหลับไปแล้ว เขาก็แอบย่องออกจากอาณาเขตของเรือนพักลี้ภัยแล้วควบหนีเข้าไปในป่าทันที
ทว่าในจังหวะที่เขาเริ่มวิ่ง หลี่เยว่หานก็ลืมตาขึ้น เธอมองไปยังทิศทางที่เขาจากไป เพียงแค่ขยับความนึกคิด เธอก็แอบสะกดรอยตามเขาไปอย่างเงียบเชียบ
เป็นไปตามคาด ถังซีฝานมุ่งหน้าไปหาบรรพชนเหยี่ยวดำจริง ๆ
โชคดีที่หลี่เยว่หานเริ่มระแวดระวังตั้งแต่ได้ยินบรรพชนเหยี่ยวดำบอกว่าพลังจิตเหลือเพียงหนึ่งในสาม เธอจึงไม่ได้ปักใจเชื่อพวกเขาทั้งคู่เต็มร้อย ยามนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะแอบฟังว่าพวกเขาวางแผนสิ่งใดกันอยู่
“เจ้าบอกอะไรนังหนูนั่นไปบ้าง?” ถังซีฝานที่ยามนี้ได้รับสิทธิ์ให้ส่งเสียงมนุษย์ได้ ย่อมไม่สื่อสารด้วยภาษาม้า ส่วนบรรพชนเหยี่ยวดำนั้นพลังจิตเหลือน้อย ทั้งคู่จึงทำได้เพียงสื่อสารด้วยวิธีพื้นฐานที่สุด นั่นคือการพูดออกมา
“เรื่องที่เจ้าไม่ได้บอก ข้าก็บอกนางไปหมดแล้ว” บรรพชนเหยี่ยวดำยอมรับ