ิ่งฉีฮ่วนคิดจะจุดไฟเป็นแนวยาวเพื่อกั้นฝูงแมลงกู่ แต่เขาไม่คุ้นชินกับภูมิประเทศแถบนี้ ทั้งยังเกรงว่าไฟจะลามจนเผาป่าและสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง
ยามนี้ฟ้าแจ้งแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนสำรวจชัยภูมิอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อพบว่าบริเวณรอบข้างไร้ผู้คนอาศัย จึงสั่งให้เฮ่อเจิ้งเทียนหยุดรถ
บุรุษสามคนช่วยกันกวาดกิ่งไม้แห้งมาวางขวางถนนไว้อย่างรวดเร็ว โดยมิต้องราดน้ำมัน เพียงแค่ใช้ไม้ขีดไฟจุดเพียงครู่เดียว เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมาทันตา
“นายท่าน มั่นใจได้อย่างไรว่าพวกแมลงกู่จะตามเรามา?”
เฮ่อเจิ้งเทียนมองดูเปลวไฟที่โชติช่วงพลางเอ่ยถามอย่างเหม่อลอย
“แล้วเจ้าคิดว่าศพเดินได้ที่ถูกแมลงกู่ควบคุมเหล่านั้นหาพวกเราเจอได้อย่างไรกันล่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางปรายตาไปมองรถม้าที่จอดอยู่ไม่ไกล
เฮ่อเจิ้งเทียนพลันเข้าใจในทันที หลี่เยว่หานถูกพิษกู่เล่นงานจนความเป็นตายเท่ากัน แมลงกู่เหล่านั้น… คงจะตามกลิ่นอายของแมลงกู่ในตัวหลี่เยว่หานมาเป็นแน่
“แม่นางหงอวี้อาจจะยังไม่ตาย” เฮ่อเจิ้งเทียนพึมพำ “ตอนข้าพบนาง นางเพียงแค่ป่วยหนัก ดวงตาของนางอย่างน้อยก็ยังมีความสดใสเยี่ยงมนุษย์”
เจียงหมิงปรายตามองเฮ่อเจิ้งเทียนพลางเอ่ยเรียบ ๆ “ตั้งแต่ตอนอยู่ที่หมู่บ้าน พวกเราก็ไม่เห็นแม่นางหงอวี้ออกจากรถม้าอีกเลย เกรงว่าคงจะ…”
เขาไม่ได้พูดจนจบประโยค ทว่าทุกคน ณ ที่นั้นต่างเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างดี ชั่วขณะหนึ่ง บุรุษทั้งสามต่างมอง