ิ่งไปครู่หนึ่ง
“งั้นก็แสดงว่า ข้าเคยถ่ายหนักใส่หัวเจ้าด้วยล่ะสิ?” หลี่เยว่หานอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายนิ่งอึ้งพ่นคำถากถางออกไปอย่างไร้ความเกรงใจ “เจ้าคือโลกงั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นนอกจากข้าที่ถ่ายรดหัวเจ้าทุกวันแล้ว พื้นที่ตรงนี้ยังต้องยอมให้สัตว์ป่าทั้งป่าเหยียบย่ำและถ่ายรดหัวเจ้าไปหมดเลยล่ะสิ?”
“หุบปาก! ทำไมเจ้าถึงเป็นคนสกปรกโสโครกเช่นนี้!” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เจือไปด้วยโทนเสียงที่เริ่มโกรธ
หลี่เยว่หานกลับนั่งลงพิงโคนต้นไม้อย่างสบายใจ แล้วกล่าวต่อ “ข้าพูดผิดตรงไหน? เจ้าเป็นคนพูดเองว่าเจ้าคือโลก ในเมื่อเจ้าคือฟ้าดิน ข้าก็ต้องเหยียบอยู่บนตัวเจ้าน่ะสิ” พูดจบนางยังจงใจย่ำเท้าลงบนพื้น
“คิดไม่ถึงเลยนะว่าเจ้าจะชอบแบกสีเขียวขจีไว้บนหัวเต็มไปหมดแบบนี้”
เสียงนั้นเงียบกริบไปอีกครั้ง
“อย่าแกล้งตายสิ ยังไงเจ้าก็พูดเองว่าข้าถูกจับแล้ว และเจ้าก็ได้อำนาจควบคุมมิตินี้คืนไปหมดแล้ว จากน้ำเสียงโอหังเมื่อกี้ ข้าเดาว่าถ้าเจ้าทำได้ เจ้าคงอยากจะมายืนอวดเบ่งต่อหน้าข้าใจจะขาด เพราะสำหรับเจ้าแล้ว ข้าคือผู้แพ้ และคงไม่มีผู้ชนะคนไหนที่จะไม่มาคุยโวใส่คู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้หรอก จริงไหม?”
“แต่เจ้ากลับทำได้แค่คุยโต้ตอบกับข้า ไม่ยอมแม้แต่จะปรากฏตัวออกมาให้เห็น ถ้าอย่างนั้นข้าขอเดาเล่น ๆ หน่อยแล้วกัน—” หลี่เยว่หานหยุดเว้นจังหวะอย่างมีเลิศนัย
“เดาว่าอะไร!” เสียงนั้นถามกลับมาตามสัญชาตญาณทันที
‘ที่แท้ก็พวกหลอกง่าย