่อนึกได้ดังนั้น จงเจิ้งเสียนจึงกัดฟันข่มกลั้นอารมณ์แล้วกล่าวว่า “ท่านอาสั่งสอนได้ถูกต้อง เป็นหลานเองที่คิดไม่รอบคอบ แต่หลานเพียงต้องการให้ราษฎรมีข้าวกิน มิได้คิดไปไกลถึงเพียงนั้น
หากท่านอาห่วงใยราษฎร คำนึงถึงใต้หล้าอย่างแท้จริง มิสู้ให้ท่านอาไปพบฮั่นหรงฟูเหริน เพื่อขอให้เธอนำเสบียงที่กักตุนไว้ออกมาจำหน่าย อย่างน้อยราษฎรจะได้ไม่ต้องทนหิวขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็แค่นหัวเราะเย็นชาออกมา
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงหรี่พระเนตรลง เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเมิ่งฉีฮ่วน พระองค์กลับนิ่งเงียบไม่ตรัสสิ่งใด
ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน จงเจิ้งเสียนรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันทิ่มแทงแผ่นหลัง ราวกับมีก้างปลาติดอยู่ในลำคอจนอึดอัดไปหมด
เขาคิดในใจว่า คำพูดเมื่อครู่มีสิ่งใดผิดปกติงั้นหรือ? มันก็ดูไม่มีปัญหาอะไรนี่นา…
“เหอะ…” เมิ่งฉีฮ่วนคงจะทนดูท่าทางโง่เขลาของจงเจิ้งเสียนต่อไปไม่ไหว จึงกระแอมไอออกมาเบา ๆ ก่อนจะเริ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานดุจเสียงหยกกระทบกัน สะท้อนก้องไปทั่วตำหนักจินหลวนที่เงียบสงัด
“ห่วงใยราษฎร คำนึงถึงใต้หล้า มิใช่สิ่งที่ ‘ชินอ๋อง’ พึงกระทำ”
น้ำเสียงของเมิ่งฉีฮ่วนเจือไปด้วยร่องรอยของเสียงหัวเราะอย่างลึกซึ้ง เสียงนั้นค่อย ๆ แผ่ซ่านไปตามพื้นตำหนักและลามขึ้นมาถึงปลายเท้าและหน้าแข้งของจงเจิ้งเสียน จนองค์ชายใหญ่เริ่มมีเหงื่อเย็นผุดซึมที่ขมับ
เขาสะดุ้งในใจ… เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะบอก