เสริมว่า “อีกประการหนึ่ง หลังจากแคว้นตงฮั่นสถาปนามาได้สิบปี เมืองหลวงก็มีกฎห้ามมิให้จัดตั้งโรงทานโดยพละการ ปฐมจักรพรรดิเคยตรัสไว้ว่า ความเข้มแข็งของแว่นแคว้น ย่อมวัดได้จากความกินดีอยู่ดีของราษฎรในเมืองหลวง
หากราษฎรในเมืองหลวงยังไม่มีข้าวกินจนต้องเร่ร่อนกระจัดกระจาย แผ่นดินนั้นก็คงใกล้ถึงกาลล่มสลาย ด้วยเหตุนี้ปฐมจักรพรรดิจึงให้สร้างหมู่บ้านผู้อพยพนอกเมืองหลวงตั้งแต่เริ่มตั้งแคว้น เพื่อมิให้มีผู้อพยพหรือขอทานเข้ามาเพ่นพ่านในเมืองหลวง”
“ข้าขอถามองค์ชายใหญ่ ท่านตั้งใจจะฝ่าฝืนคำสอนของบรรพบุรุษหรืออย่างไร? อีกไม่นานก็จะถึงวันประชุมใหญ่ขุนนาง ทั่วหล้าจะเดินทางมาถวายบังคม หากพวกเขาได้เห็นว่าเมืองหลวงของแคว้นตงฮั่นเราถึงขั้นต้องตั้งโรงทานเลี้ยงดูเด็กพเนจรและขอทาน ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีความคิดเห็นเช่นไร?”
คำพูดร่ายยาวของเมิ่งฉีฮ่วนทำให้ใบหน้าของจงเจิ้งเสียนเปลี่ยนสีไปมา ทั้งเขียวทั้งขาวสลับกัน เขาอยากจะโต้แย้งทว่าก็ต้องจำนนด้วยหลักฐานว่าเป็นความจริง
ปฐมจักรพรรดิเคยมีรับสั่งไว้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแคว้นว่า ห้ามไม่ให้มีสถานที่ประเภทโรงทานแจกโจ๊กฟรีในเมืองหลวงเด็ดขาด หากราษฎรคนใดรู้สึกว่าการใช้ชีวิตในเมืองหลวงยากลำบากเกินไป ก็สามารถอพยพออกไปอยู่นอกเมืองได้ ไม่ว่าจะเป็นตามไร่นา หมู่บ้าน หรือหมู่บ้านผู้อพยพก็ตาม
เมื่อครู่เขาเพียงแต่คิดจะรีบทำคะแนนต่อหน้าฮ่องเต้หลิงอวิ๋น จนหลงลืมกฎข้อนี้ไปเสียสนิท…
เมื