้าอยากจะเห็นข้าสั่งประหารลูกชายตัวเองขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“อำนาจชี้เป็นชี้ตายล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของเสด็จพี่ จะประหารหรือไม่ ข้าที่เป็นผู้น้อยย่อมไม่มีสิทธิ์ตัดสิน” พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ยื่นฎีกาให้ขันทีหรูที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องทรงพระอักษรไปโดยไม่เอ่ยคำลา
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเปิดฎีกาอ่านทวนอยู่หลายรอบด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ก่อนจะเรียกขันทีหรูแล้วเอ่ยว่า “ไปถ่ายทอดคำสั่งของข้า ให้ร่างราชโองการประกาศฐานะของเมิ่งฉีฮ่วน… ไม่ใช่สิ ประกาศฐานะของจงเจิ้งเหวินจั๋วให้คนทั่วหล้าได้รับรู้ เขาคือองค์ชายลำดับที่เก้า ในอดีตเขามีราชทินนามว่า ‘ฉี’ ต่อไปนี้เขาคือฉีอ๋อง”
“ฝ่าบาท… นี่…” ขันทีหรูมีท่าทีลำบากใจ “ข้าน้อยขอประทานอภัยที่ต้องทูลตามตรง ตอนที่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ก็เคยประกาศตามหาตัวฉีอ๋องไปทั่ว แต่ข่าวที่ส่งกลับมาล้วนบอกว่าฉีอ๋องสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังเยาว์แล้ว หากตอนนี้อยู่ ๆ ก็มีราชโองการออกมา เกรงว่าจะทำให้ผู้ที่มีเจตนาแอบแฝงคิดฟุ้งซ่านไปได้…”
ได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็หัวเราะขื่น “ข้ารู้ดี แต่เมื่อครู่เจ้าก็ได้ยินเขาพูดแล้ว เขารู้ชาติกำเนิดของตนเองมาตั้งแต่ตอนที่เสียนเอ๋อร์ไปแคว้นเหลี่ยหลานครั้งแรก นี่ก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว เขายังไปใช้ชีวิตเป็น ‘ท่านเก้า’ อยู่ในแถบอำเภอหย่งอัน นั่นพิสูจน์ได้ว่าเขารู้มาตลอดว่าตัวเองเป็นใคร แต่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยนับว่าตนเอ