ยใจก็เริ่มคงที่และหลับไปอีกรอบจริง ๆ
ทว่าเพียงครู่เดียว ไม่รู้ว่าเป็นอาอี้หรืออานิ่งที่ตื่นขึ้นมาโยเยหิวนม ทารกน้อยทั้งสองแผดเสียงร้องไห้จ้าแข่งกันดังลั่น เมิ่งฉีฮ่วนสะดุ้งพรวดลุกขึ้นมานั่งทันที เขาได้แต่มองหลี่เยว่หานที่เอื้อมมือไปไกวเปลพลางทอดถอนใจ “ตอนนั้นแค่จงเจิ้งหลิงซีคนเดียวก็เกือบทำเอาข้าปางตายแล้ว ตอนนี้ดันมีเจ้าตัวน้อยตั้งสองคน ซึ่งยังเล็กกว่าจงเจิ้งหลิงซีในตอนนั้นเสียด้วยซ้ำ พอได้ยินเสียงร้องไห้นี่ข้าละปวดหัวจริง ๆ…”
ในระหว่างที่พูด หลี่เยว่หานก็ได้อุ้มเด็กคนหนึ่งขึ้นมาตะแคงตัวเริ่มให้นม ส่วนคังโหรวก็รีบเข้ามาในห้องอุ่นเพื่ออุ้มเด็กอีกคนออกไปให้แม่นมดูแล
เมื่อเสียงร้องไห้สงบลง หลี่เยว่หานจึงหันมาส่งยิ้มให้เมิ่งฉีฮ่วนแล้วถามว่า “ตอนที่จงเจิ้งหลิงซียังไม่หย่านม เจ้าดูแลนางมายังไงเหรอ?”
“ช่วงแรกที่เราอยู่อำเภอหย่งอัน ข้าหาแม่นมมาช่วยดูแลน่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนก้มลงไปหยอกล้อเด็กในอ้อมอกของนาง “นี่อานิ่งหรืออาอี้ล่ะ?”
“นี่อานิ่งค่ะ” หลี่เยว่หานกางห้านิ้วแปะลงบนหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนพลางดันศีรษะเขาให้ออกห่างจากทรวงอกตนเอง ใบหน้าของนางเริ่มขึ้นสีระเรื่อก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “ถ้าอย่างนั้น ตอนนั้นเจ้าก็ต้องอยู่กินกินนอนกับแม่นมที่ดูแลจงเจิ้งหลิงซีงั้นสิ?”
“ก็ต้อง…” เมิ่งฉีฮ่วนลากเสียงยาว เมื่อเหลือบเห็นนางจ้องเขม็งรอฟังคำตอบ เขาก็หลุดยิ้มออกมา “ไม่ใช่หรอก ตอนนั้นข้าเพิ่งไปถึงอำเภอหย่งอันให