งเกรงกลัวแคว้นเล็ก ๆ อย่างแคว้นเหลี่ยหลาน แต่การทำสงครามย่อมนำความทุกข์ยากมาสู่ราษฎร ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเองก็ไม่อยากให้เกิดศึกสงครามขึ้นอีก ครั้งนี้ที่จงเจิ้งอวี่สามารถขับไล่แคว้นเหลี่ยหลานกลับไปได้อย่างง่ายดาย ในใจของพระองค์ก็รู้สึกพอพระทัยอย่างยิ่ง
“อวี่เอ๋อร์พูดได้มีเหตุผล” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นครุ่นคิดแล้วพยักหน้า ก่อนจะลงพระนามในราชโองการมอบให้จงเจิ้งอวี่ เพื่อสั่งการให้หัวหน้าหมอหลวงไปตรวจอาการของซานจี๋
“หากฝ่าบาททรงไว้วางใจกระหม่อม” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยขึ้นแทรกขณะที่ฮ่องเต้กำลังเขียนราชโองการ “ขอให้กระหม่อมเป็นคนดูแลขุนพลซานจี๋ด้วยตัวเอง โดยให้เขาพักอยู่ที่จวนแม่ทัพ หนึ่งเพราะจวนแม่ทัพมีการคุ้มกันที่แน่นหนา สองเพราะกระหม่อมถนัดเรื่องการเค้นสอบปากคำ
อีกทั้งแคว้นเหลี่ยหลานในยามนี้ก็อ่อนแอลงมาก อีกไม่นานคงต้องยอมจำนน เมื่อถึงตอนนั้นหากแคว้นเหลี่ยหลานพบว่าขุนพลของพวกเขาไม่ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนักโทษในคุก ก็จะไม่มีข้ออ้างในการก่อเรื่อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาระหว่างเรากับแคว้นเหลี่ยหลานพะยะค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็ลอบทอดถอนใจ
พระองค์ว่าแล้วเชียวว่าทำไมเมิ่งฉีฮ่วนถึงตามเข้ามาด้วย ที่แท้ก็มาดักรอเรื่องนี้อยู่นี่เอง!