ยู่เสมอว่าในเวลานี้เขาคือรัชทายาท ต่อให้จงเจิ้งเสียนจะเป็นพี่ชายแต่ยามนี้ฐานะย่อมไม่สูงส่งเท่าเขา เขาจึงชิงพูดขึ้นก่อน “เพียงแต่เรื่องขุนพลซานจี๋แห่งแคว้นเหลี่ยหลานจะจัดการอย่างไร ย่อมต้องให้เสด็จพ่อเป็นผู้ตัดสินใจ”
“สิ่งที่รัชทายาทกล่าวมานั้นถูกต้องแล้วพะยะค่ะ” เมิ่งฉีฮ่วนรีบเสริมทันที “กระหม่อมเคยพบขุนพลซานจี๋ที่เมืองหนิงซื่อ คนผู้นี้ติดต่อกับองค์ชายรองจงเจิ้งเซวียนบ่อยครั้ง หากมีการเค้นสอบอย่างหนัก ย่อมจะได้รับข้อมูลเรื่องที่องค์ชายรองสมคบคิดกับแคว้นเหลี่ยหลานและแคว้นเสวียนจิ้งเพิ่มขึ้นแน่นอน”
“อีกเรื่องคือ ขุนพลซานจี๋คนนี้ดูเหมือนจะป่วย ลูกจึงอยากขอให้เสด็จพ่อส่งหมอหลวงไปตรวจอาการดูหน่อย” จงเจิ้งอวี่กล่าวต่อทันที
“เพราะขุนพลแคว้นเหลี่ยหลานมีฐานะไม่ธรรมดา ทั้งแคว้นตงฮั่นและแคว้นเหลี่ยหลานก็บาดหมางกันมาหลายปี หากซานจี๋มาตายในเขตแดนของแคว้นตงฮั่นในยามนี้ เกรงว่าจะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้ทั้งสองแคว้นขัดแย้งกันหนักขึ้น เมื่อนั้นหากเกิดสงครามขึ้นมาอีก ราษฎรตามชายแดนก็จะยิ่งลำบาก”
คำพูดของจงเจิ้งอวี่ดูสมกับเป็นรัชทายาทที่ห่วงใยบ้านเมืองและราษฎร ประกอบกับการประสานงานที่ยอดเยี่ยมกับเมิ่งฉีฮ่วน ทำให้จงเจิ้งเสียนไม่มีโอกาสได้สอดแทรกแม้แต่คำเดียว
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นที่เดิมทีมีท่าทีรำคาญใจ เมื่อได้ฟังสิ่งที่จงเจิ้งอวี่พูดก็ต้องหันมาพิจารณาอย่างจริงจัง แม้ว่ายามนี้แคว้นตงฮั่นจะเข้มแข็งจนไม่ต้อ