ได้เลี้ยงลูกสาวหรือไง!” หวังเฟิ่งค้อนขวับ
“นับตั้งแต่เจ้าก้าวเท้าเข้าบ้านมา เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เยว่หานใช้ ล้วนเป็นเงินสินเดิมที่แม่ของนางเก็บหอมรอมริบไว้ให้ก่อนตายทั้งสิ้น ตลอดห้าปีในมหาวิทยาลัย ค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ เยว่หานก็ทำงานพิเศษหาเงินส่งตัวเองเรียนมาโดยตลอด เจ้ายังจำเรื่องที่นางมาขอเงินห้าสิบหยวนเพื่อซื้อเอกสารเตรียมสอบก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่?”
พูดจบ หลี่ต้าเฉิงก็ส่ายหน้า “เจ้าจำไม่ได้หรอก แต่เยว่หานบอกข้าว่านางจะจำไปชั่วชีวิต เพราะนอกจากเจ้าจะไม่ให้เงินแล้ว เจ้ายังด่าทอแม่ที่ล่วงลับของนางจนเสียหาย เจ้าคิดว่าเหตุใดพอเยว่หานเข้ามหาวิทยาลัยแล้วถึงไม่ยอมกลับมาบ้านอีกเลยล่ะ ก็เพราะเจ้าที่เป็นแม่เลี้ยงนั้นมีวาจาร้ายกาจนักอย่างไรเล่า!”
หวังเฟิ่งมองหลี่ต้าเฉิงด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา “แกกินยาผิดมาหรือไง!”
“ข้าไม่ได้กินผิด!” หลี่ต้าเฉิงแผดเสียงตะโกน นัยน์ตาแดงก่ำจ้องเขม็งไปที่หวังเฟิ่ง “เยว่หานเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของข้า! หลายปีมานี้เจ้าข่มเหงนาง ด่าทอนาง ทุบตีนาง ข้าก็ยอมอดทนมาตลอดเพราะเห็นแก่ที่เจ้ามาเป็นแม่เลี้ยงตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ยามนี้เยว่หานจากไปแล้ว! เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมปล่อยนางไปเสียที! วัน ๆ เอาแต่ด่าคนที่ตายไปแล้วให้ข้าฟัง มันน่าสนุกนักหรือไง!”
หวังเฟิ่งกระโดดตัวลอยขึ้นมาทันที “หลี่ต้าเฉิง แกหมายความว่าอย่างไร!”
อาจเป็นเพราะการทะเลาะเบาะแว้งรุนแรงกลา