ยุดร้อง
ฟางจื่อหลานเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามารับเด็กไปจากมือของหลี่เยว่หาน แล้วค่อย ๆ ปลอบประโลมครู่หนึ่ง เจ้าตัวเล็กก็หยุดร้องในทันที
“เขาหยุดร้องแล้วหรือเจ้าคะ? ให้ข้าอุ้มเขาต่ออีกสักพักได้หรือไม่?” หลี่เยว่หานนั่งอยู่บนเตียง จ้องมองทารกน้อยในอ้อมแขนของฟางจื่อหลานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความถวิลหา
ฟางจื่อหลานเห็นเช่นนั้นก็อดมิได้ที่จะยิ้มออกมา นางค่อย ๆ ส่งเมิ่งสืออี้คืนให้หลี่เยว่หานพลางกล่าวว่า “เด็กคนนี้เอาแต่ใจนักเชียว แม่นมบอกว่ายามป้อนนมต้องจัดท่าทางให้ถูกใจ หากเปลี่ยนท่านิดเดียวเขาก็มิยอมดื่ม แม้แต่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยเขาก็ร้องไห้ขึ้นมาทันที”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก อาอี้น้อยในอ้อมอกยามนี้ขยับตัวอย่างเรียบร้อยพลางเบิกตากลมโตจ้องมองหลี่เยว่หาน คล้ายกำลังพยายามจดจำใบหน้าของมารดาตนเอง
เมิ่งฉีฮ่วนเมื่อเห็นอารมณ์ของหลี่เยว่หานเริ่มคงที่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขอเพียงนางมีสภาพจิตใจที่มั่นคง เรื่องอื่นย่อมมิใช่ปัญหา
ก่อนที่เขาจะกลับมา ฟางจื่อหลานและคนอื่น ๆ พยายามปกปิดเรื่องเลวร้ายกับหลี่เยว่หานมาเกือบครึ่งเดือน หลังจากนี้ไปคงต้องเป็นหน้าที่ของเขาที่จะดูแลนางให้ดี
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานกำลังปลอบประโลมลูก เมิ่งฉีฮ่วนก็มิต้องการขัดจังหวะ เขาจึงลุกขึ้นเดินตามฟางจื่อหลานออกมาที่ด้านนอก
“เหวินจั๋ว แม้ยามนี้เห็นเยว่หานดูดีขึ้นแล้ว แต่เจ้าต้องระวังให้มาก อย่า