ิงจู เหตุใดท่านป้าสะใภ้จึงไปนานนัก ข้าเริ่มจะง่วงแล้ว…”
“เห็นทีแม่นมคงกำลังให้นมคุณหนูคุณชายน้อยอยู่เจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้คงอยากให้เด็ก ๆ อิ่มท้องเสียก่อนจึงค่อยอุ้มมาให้ฟูเหรินดู” หมิงจูเอ่ยปลอบด้วยเสียงนุ่มนวล “หากฟูเหรินง่วงก็นอนพักสักครู่เถอะเจ้าค่ะ อย่างไรเสียคุณหนูคุณชายน้อยก็อยู่ข้างกายท่าน ไม่หนีหายไปไหนแน่นอน”
“อืม… เช่นนั้นหากเด็ก ๆ ทานเสร็จแล้ว เจ้าต้องปลุกข้านะ…” วาจายังไม่ทันจบดี หลี่เยว่หานก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทราไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นนางหลับไป หมิงจูก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางร่วมมือกับคังโหรวช่วยกันผลัดเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้หลี่เยว่หาน จากนั้นจึงค่อย ๆ เดินออกจากห้องอบอุ่นไปเงียบเชียบ
ด้านนอกห้องอบอุ่น ฟางจื่อหลานยืนนิ่งมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าด้วยแววตาเหม่อลอย ไม่ทราบว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
“ท่านป้าสะใภ้” หมิงจูและคังโหรวทำความเคารพ
“หลี่เยว่หานหลับไปแล้วหรือ?” ฟางจื่อหลานเอ่ยถามช้า ๆ น้ำเสียงแหบพร่าราวกับซ่อนความโศกเศร้าบางอย่างไว้
“หลับไปแล้วเจ้าค่ะ” หมิงจูตอบ “ทว่า… พวกเราจะปิดบังฟูเหรินไปได้นานเพียงใดกันเจ้าคะ?”
“ปิดได้นานเท่าใดก็ต้องปิดไปก่อน” ฟางจื่อหลานกล่าว “ยามนี้ร่างกายของหลี่เยว่หานอ่อนแอยิ่งนัก หากนางล่วงรู้เข้า… เกรงว่าคราวนี้นางจะไม่รอดชีวิตแน่” กล่าวจบ น้ำเสียงของนางก็เริ่มสั่นเครือด้วยหยาดน้ำตา
ฟางจื่อหลานก้มหน้าเช็ดหางตาที่เปียกชื้น ก่อนจะโบกมือให้หมิงจูแ