ไมถึงต้องส่งเธอกลับบ้านแม่เดิมด้วยเล่า…
คิดไปคิดมา สุดท้ายเป็นพระชายามู่ที่เป็นฝ่ายอาสาเสนอตัวจะไปดูแลหลี่เยว่หานที่จวนแม่ทัพ เรื่องนี้จึงถือว่าคลี่คลายลงได้ และหลี่เยว่หานก็ได้ออกจากรั้ววังเสียที
เมื่อกลับถึงจวนแม่ทัพ หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “แม้พระราชวังจะหรูหราอลังการ แต่มันทำให้คนอึดอัดจนหายใจไม่ออกจริง ๆ ยังเป็นจวนแม่ทัพที่ดึกว่า สบายใจกว่าเยอะเลย”
พระชายามู่ที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้นก็อดขำไม่ได้ “มีคนตั้งเท่าไหร่ที่อยากจะเข้าวังแต่เข้าไม่ได้ เจ้ากลับดีเสียอีกที่รู้สึกว่าวังทำให้หายใจไม่ออก”
“พระชายาเอ่ยผิดแล้วเพคะ” หลี่เยว่หานเดินคล้องแขนพระชายามู่เข้าประตูจวนแม่ทัพ พลางกล่าวช้า ๆ ว่า “พระราชวังนั้นดีจริงเจ้าค่ะ แต่นั่นสำหรับคนที่ต้องการไขว่คว้าเกียรติยศให้แก่ตระกูล แต่หม่อมฉันไม่จำเป็นต้องสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลอะไร พระราชวังจึงเป็นที่ที่ทำให้หายใจไม่ออก”
“ดูสิเพคะ หม่อมฉันแค่ถูกฮองเฮากับพระชายารับไปพักในวังไม่กี่วัน ภายนอกก็ลือกันไปใหญ่ว่าฮ่องเต้จะแย่งเมียขุนนาง น่ากลัวเหลือเกิน…”
ได้ยินเช่นนั้นพระชายามู่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
หลี่เยว่หานเป็นคนนิสัยดี แต่ตอนที่อยู่ในวังนั้นเห็นได้ชัดว่าเธอดูเกร็งและไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างมาก บัดนี้เมื่อได้พ้นประตูวังกลับบ้าน เธอถึงได้ดูผ่อนคลายลงมาก
แต่ทว่าความผ่อนคลายนี้ กลับนำพาเรื่องใหญ่มาให้เสียได้
วันที่ห้าหลังจ