ยู่ทั้งสองข้างประตูเมือง เริ่มปล่อยให้ผ่านทีละคน
หนุ่มน้อยใจดีทักทายพวกเมิ่งฉีฮ่วนแล้วก็เข้าเมืองไป พวกเมิ่งฉีฮ่วนเดินตามหลังมา และแน่นอนก็ถูกสกัดไว้
“มาจากหมู่บ้านซื่อหยา ตำบลผิงหลิงหรือ?” ทหารใหญ่ที่ตรวจเครื่องหมายเดินทางเหลือบมองพวกเมิ่งฉีฮ่วนทั้งสามสี่คนดูหลายครั้ง จากนั้นจึงคืนเครื่องหมายเดินทางให้รองนายพล ก่อนจะเอื้อมมือออกมาหาเขา “ค่าเข้าเมือง หนึ่งคนห้าตำลึง!”
พอได้ยินคำนี้ เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกหดหู่ในใจทันที แต่ใบหน้ากลับแสดงท่าทีอ้อนวอน “ท่านทหารช่วยเถิดครับ พวกข้าเป็นเพียงครอบครัวชาวนาธรรมดา จะไปหาเงินเป็นจำนวนมากขนาดนี้มาได้จากไหนกัน! พวกข้าทำงานหนักตลอดทั้งปีก็ได้เพียงห้าหกตำลึงเท่านั้นเอง ท่านทหารช่วยเถิดครับ!”
กล่าวพลาง มือของเมิ่งฉีฮ่วนก็แสร้งปาดน้ำตาออกมาอย่างเสแสร้ง
รองแม่ทัพเห็นเช่นนั้น ก็รีบถูตาของตนอย่างแรง แล้วหันมองทหารเฝ้าประตูเมืองด้วยดวงตาแดง ๆ พลางกล่าวว่า “ครอบครัวข้าพเจ้าไม่มีเงินเหลือเฟือจริง ๆ ท่านผู้มีอำนาจเอ๋ย ท่านดูสิ ข้าพเจ้าเอากุญแจอายุยืนนี่มาใช้แทนเงินได้ไหม? พรุ่งนี้พวกข้าพเจ้าจะมาอีก! ทุกวันจะเอาเงินหนึ่งส่วนสิบจากการขายผักมาถวายท่าน!”
กุญแจอายุยืนนั้นเป็นของที่เมิ่งฉีฮ่วนเก็บมาระหว่างการเดินทัพ สภาพดีทีเดียว แต่ก็เป็นของมูลค่าไม่ถึงสองตำลึงเงิน สำหรับครอบครัวธรรมดาแล้ว ถือว่าเป็นของล้ำค่ามาก
เมิ่งฉีฮ่วนรีบร้องไห้ ห้ามว่า “ลูกเอ๋ย นี่เป็นสิ่งเดีย