กเป็นญาติกันดีหรือไม่?”
พอได้ยินคำพูดนี้ ไม่เพียงแต่เหล่าท่านหญิงที่คุ้นเคยกับใบหน้าเย็นชาของพระชายาจะตกใจจนเกือบสำลักน้ำชา แม้แต่หลี่เยว่หานก็อ้าปากด้วยความประหลาดใจ “ฟูเหริน เรื่องนี้…” ช่างรวดเร็วเกินไปกระมัง!
“เรื่องอะไรที่ต้องมีนี่นั่นมากมาย” พระชายายกแขนเสื้อปัดเบา ๆ พูดว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายข้ามีภรรยาเอกและอนุภรรยาสองคนแล้ว ข้าก็อยากจะเป็นญาติกับเจ้าเสียด้วยซ้ำ”
“โอ้ย ไม่ได้ ๆ หากเจ้าคลอดลูกสาวออกมา ข้าคงหน้าด้านไปขอให้ลูกชายข้าแต่งกับสาวที่อ่อนกว่าตั้งสิบกว่าปี ข้าเองก็รู้สึกว่าตัวเองเกินไปแล้ว” ชายาของกษัตริย์กล่าว แม้จะส่ายหน้าพลางถอนหายใจ แต่สีหน้ากลับดูยินดียิ่ง
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ไม่อาจทำให้นางเสียหน้าต่อหน้าผู้คนมากมาย ด้วยนางเป็นชายากษัตริย์เพียงคนเดียวของราชวงศ์ ฐานะสูงส่งยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงได้แต่ยิ้มแหย ๆ โดยไม่เอ่ยวาจาใด
คิดว่าทำเช่นนี้คงผ่านพ้นไปได้ ใครจะรู้ว่าจี้ซินเยว่จู่ ๆ ก็เอ่ยเสียงดังขึ้นมา “เหตุใดหานหรงฟูเหรินจึงไม่พูดอะไรเลย? เป็นเพราะเห็นว่าองค์ชายรัชทายาทกษัตรย์ไม่คู่ควรกับบุตรที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกของเจ้า หรือว่าเห็นว่าจวนของกษัตรย์ไม่คู่ควรจะเป็นญาติกับจวนขุนพลของเจ้ากันแน่?”