ดระแวงก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ในราชสำนักมักจะมีการริบทรัพย์และประหารชีวิตอยู่เสมอ เพียงสิบกว่าปี ขุนนางผู้มีความสามารถก็ร่วงโรยไป ผู้มีปณิธานก็ไม่อยากเข้ารับราชการอีก”
“ในบั้นปลายพระชนม์ชีพของฮ่องเต้องค์ก่อน พระองค์ทรงระแวงว่าบรรดาจวนกั๋วกงที่สืบทอดตำแหน่งขุนนางจะใช้กำลังทหารในเขตปกครองของตน จึงออกคำสั่งริบพื้นที่ปกครองทั้งหมดคืน บังคับให้ทุกจวนกลับมาอยู่เมืองหลวง ตอนนั้นก็มีท่านกั๋วกงที่ไม่ยอมรับการดูถูกเช่นนี้ แต่ก็สู้อำนาจใหญ่ไม่ได้ ผู้ที่ไม่ยอมจำนนก็ถูกประหารหมด เหลือเพียงจวนซิงกั๋วและจวนกั๋วกงหวู่ที่ยอมย้ายกลับเมืองหลวงเท่านั้นที่รอดมาได้”
“สถานการณ์ที่ขาดแคลนคนมีความสามารถในราชสำนักดำเนินมาจนถึงตอนที่ฝ่าบาทองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ ตอนนั้นเพื่อล้มล้างการปกครองเก่า พระองค์ทรงงดการประชุมขุนนางหนึ่งปี เสด็จจากเมืองหลวงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากสำรวจสภาพความยากจนที่นั่นอย่างละเอียดแล้ว ก็เสด็จกลับมาเมืองหลวงเพื่อเริ่มนโยบายใหม่ ด้วยเหตุนี้ฝ่าบาทจึงต้องโต้เถียงกับขุนนางเก่าไม่รู้กี่ครั้ง”
“เพราะตอนนั้น แคว้นตงฮั่นถูกฮ่องเต้องค์ก่อนทำให้บอบช้ำไปทั่ว ฝ่าบาทจึงต้องระมัดระวังในทุกการกระทำ ในช่วงแรก ๆ แม้แต่ตอนกลางคืนก็ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์บรรทมที่ใด เพื่อหลบหลีกการลอบสังหาร ต้องบอกว่าฝ่าบาททรงพยายามอย่างมาก”
“ต่อมาเมื่อราชสำนักเริ่มมีคนรุ่นใหม่เข้ามา แคว้นตงฮั่นที่กำลังอ่อนแอก็เริ่มแข็งแ