แล้วเป็นความไว้วางใจที่พอเหมาะพอดี พวกเขาต่างรู้ว่าแต่ละคนมีความลับเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะไม่พยายามเปิดเผยมัน
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงเป็นปัจเจกบุคคลที่เป็นอิสระ ไม่มีใครต้องพึ่งพาใคร
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับม้าขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง ผ่านไประหว่างนิ้วมืออย่างรวดเร็ว ไม่หยุดพักแม้แต่ชั่วขณะ นับจากวันที่หลี่เยว่หานมอบกิจการทั้งหมด และเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาจากค่ายทหาร ผ่านไปพอดีเจ็ดวัน
ในเจ็ดวันนี้ เมิ่งฉีฮ่วนทุกวันหลังเลิกราชการก็มาอยู่เป็นเพื่อนหลี่เยว่หานกินข้าว แม้แต่ตอนงีบกลางวันก็อยู่เคียงข้าง ตกค่ำก็พาหลี่เยว่หานไปกินข้าวที่หอฝานเทียน ถือโอกาสระหว่างกินข้าวให้จีหยางเล่าเรื่องซุบซิบในเมืองหลวงให้หลี่เยว่หานฟัง ทั้งยังให้เด็กทั้งสองได้ออกมาสูดอากาศ กินของอร่อย ๆ
ความสงบเช่นนี้ถูกทำลายลงในคืนที่เจ็ด
ทันทีที่เข้าไปในห้องเลขหนึ่งอักษรฟ้า หลี่เยว่หานก็เห็นเวินเทียนเหล่ยกำลังคุยกับจีหยางอยู่ นางอดแปลกใจไม่ได้ “เจ้ากลับมาเมืองหลวงแล้วไฉนไม่ส่งคนมาบอกข้าสักคำ!”
ขณะพูดหลี่เยว่หานก็เข้ามาในห้องแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนไวมือปิดประตูทันที
“ที่จริงข้าควรกลับมานานแล้ว” เวินเทียนเหล่ย พูดพลางยักไหล่อย่างจนปัญญา “เพียงแต่ไปเจอปัญหาบางอย่างที่อำเภอฮัวซีจึงล่าช้าไปหลายวัน”
“นั่งลงคุยกันเถอะ” เมิ่งฉีฮ่วนดึงเก้าอี้ให้หลี่เยว่หาน แล้วตัวเองก็นั่งลงข้างนาง เวินเทียนเหล่ยเห็นดังนั้นก็นั่งลงข้าง ๆ จีหยางรู้กาลเทศะหลบอ