ู้ไม่ชี้ถามขึ้นมา
หลิ่วฟูเหรินได้ฟังดังนั้นสีหน้าก็เก้อเขินขึ้นมา แต่ก็ยังพูดออกมา “เมื่อวานเจ้าไปที่บ้านสกุลหลิ่ว ถูกรังแกจริง ๆ ข้ากับท่านพ่อของเจ้าปรึกษากันทั้งคืน รู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้เจ้าถูกรังแกฝ่ายเดียวเลยมาหาเจ้า แต่เดิมก็คิดจะซื้อของบำรุงร่างกายมาให้ แต่เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้ตระกูลหลิ่วไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว หาของดี ๆ ไม่ค่อยได้…”
พูดไปสีหน้าของหลิ่วฟูเหรินก็อึดอัดขึ้นมา
หมิงจูที่อยู่ข้าง ๆ เห็นท่าไม่ดีจึงรีบบอกหลี่เยว่หานว่า “ฮูหยิน หลิ่วฟูเหรินพูดอย่างนี้ก็ถ่อมตัวเกินไปแล้ว วันนี้หลิ่วฟูเหรินมาหายังนำขนมผลไม้แห้งที่ฮูหยินชอบที่สุด มีโสมและหลินจือเก่าแก่ชั้นดี แค่ชิ้นเดียวก็เป็นของดีแล้ว!”
หลี่เยว่หานได้ยินดังนั้นก็ตาโตมองไปที่หลิ่วฟูเหริน แล้วพูดว่า “ท่านแม่ ขนมผลไม้แห้งข้ารับไว้ แต่โสมกับหลินจือข้ารับไม่ได้เด็ดขาด! ตอนที่ข้าอยู่ที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น ตระกูลหลิ่วก็ช่วยเหลือข้ามากมาย เมื่อวานก็แค่พวกเด็ก ๆ ทะเลาะกันไม่ควรถึงขั้นต้องเอาของมีค่ามาให้!”
นี่ไงถึงได้บอกว่าหลิ่วฟูเหรินชอบหลี่เยว่หานจริง ๆ เพียงแค่นางพูดแค่ไม่กี่ประโยคสั้น ๆ ก็ให้เกียรติหลิ่วฟูเหรินเต็มที่แล้ว
แต่ของที่ซื้อมาแล้วก็คืนไม่ได้ อีกทั้งของที่ซื้อมาขายต่อ โดยเฉพาะยาบำรุงพวกนี้ ขายออกไปก็ต้องขายในราคาที่ถูกลง ครั้งนี้ตระกูลหลิวถึงกับเอาของมีค่ามาขอโทษหลี่เยว่หานจริง ๆ นี่เป็นข้อสรุปที่หลิ่วฟูเหริน ปรึกษากับหล