รดาของเจ้าก็จะไม่ถูกแยกออกจากครอบครัว”
ขณะพูดออกมาอย่างนั้น ฮองเฮาเผยสีหน้าโศกเศร้า “ข้ากับมารดาของเจ้ารู้จักกันตั้งแต่ยังเยาว์ หากว่านางไม่ได้ถูกแยกออกจากครอบครัวตั้งแต่ตอนนั้น บางทีนางอาจจะนั่งอยู่ในวังพร้อมกับข้าแล้ว”
ได้ยินแล้วหลี่เยว่หานรีบเอ่ยปากพูด “ฮองเฮาอย่าพูดเช่นนั้นเลยเพคะ”
“เจ้าอย่าได้กังวล” ฮองเฮาโบกมือ “ปกติแล้วข้าไม่คิดถือโทษคนรุ่นหลัง ทั้งหมดเป็นความคับข้องใจระหว่างคนรุ่นก่อน นอกจากนี้แล้วเจ้าก็ยังมีบุตรกับเหวินจั๋วแล้ว กล่าวตามตรงเจ้าก็คือสมาชิกของราชวงศ์คนหนึ่ง แต่เจ้าไม่รู้ใช่หรือไม่ว่าถึงเหวินจั๋วจะไม่ใช่สายเลือดของตระกูลจงเจิ้ง แต่เขาและอดีตรัชทายาทจงเจิ้งเสียนถึงกับเป็นพี่น้องร่วมสาบาน เช่นนั้นจึงควรถือว่าเจ้าเป็นสะใภ้ของตระกูลจงเจิ้งอย่างแท้จริง”
แม้ฮองเฮาจะกล่าวออกมาอย่างนั้น แต่หลี่เยว่หานก็ยังไม่กล้าจะพูดตอบกลับ
โชคดีที่นางกับเมิ่งฉีฮ่วนได้พบกับฮ่องเต้ก่อน และนางเข้าใจถึงความเหมาะสมต่าง ๆ ที่ควรแก่การปฏิบัติเมื่ออยู่ต่อหน้าฮองเฮา
นางได้อยู่พูดคุยกับฮองเฮาสักพักหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นฮองเฮาที่พูดกับ หลี่เยว่หานเพียงรับฟังเท่านั้น ส่วนฮองเฮาก็เพียงกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดจะฟังความเห็นของนางด้วยเช่นกัน ราวกับว่านางแค่ต้องการจะบอกกล่าวกับหลี่เยว่หาน และเล่าสิ่งที่หลี่เยว่หานไม่ทราบในเรื่องของมารดาผู้ให้กำเนิดกับฮองเฮาซะมากกว่า
เวลาล่วงเลยมาถึงตอนกลางวัน