ินเทียนเหล่ยเกิดหน้าไม่อายขึ้นมา แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็ยังปวดหัว
เมื่อได้ยินเขาเรียกตัวเองว่าครอบครัวเดิมของนาง หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะขบขันเล็ก ๆ “เจ้าเป็นครอบครัวเดิมของข้าแบบไหนกัน?”
“เราทำธุรกิจร่วมกัน ก็ถือว่าเป็นหุ้นส่วนกัน ส่วนพ่อแม่เจ้าอย่าได้คาดหวังเลย และด้วยเพราะข้าเป็นหุ้นส่วนกับเจ้า ก็เหมือนเป็นพี่ชายน้องสาวกัน ข้าเรียกเจ้าว่าน้องสาว ข้าไม่ได้เสียเปรียบ เจ้าเองก็ไม่ได้เสียเปรียบ แล้วจะไม่ใช่ครอบครัวเดิมของเจ้าได้อย่างไร” ยิ่งเวินเทียนเหล่ยพูดมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกมีเหตุผลเพียงพอให้พูดได้มากขึ้นเท่านั้น
“…” ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เมิ่งฉีฮ่วน ทว่าหลี่เยว่หานก็ถึงกับไปต่อไม่ถูก
เวินเทียนเหล่ยผู้นี้มีกึ๋นเสียจริง นับตัวเองว่าเป็นญาติโดยไม่ผ่อนปรนเลยแม้เพียงนิด
“เหวินจั๋ว มา เรียกข้าว่าพี่เขยให้ฟังหน่อยสิ” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเหยียบจมูกขึ้นหน้า*[2]
เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะด้วยความโกรธ “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าหากวันนี้ข้าเรียกเจ้าว่าพี่เขย เยว่หานจะสามารถหันหลังกลับและตัดขาดทางธุรกิจกับเจ้าได้เลย”
เอ่ยจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็มองไปยังหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานเพียงรู้สึกว่าการโต้เถียงกันระหว่างผู้ชายเมื่อเทียบกับผู้หญิงแล้วนับว่าสร้างความยุ่งยากให้คนอื่นมากกว่า ทันทีที่ละสายตาไปทางอื่น จิตใจของนางก็ล่อยลองสู่ความว่างเปล่าเงียบงัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ ความมั่นใจของเวินเทียนเหล่ยก็ผุดขึ้นมา “เหวินจั๋