ว ในท้ายที่สุดแล้ว เยว่หานก็จะเป็นฮูหยินของเจ้า ไม่ช้าก็เร็วต้องเข้าไปอาศัยอยู่ที่จวนแม่ทัพ หากเจ้าให้คนอื่นรู้ว่าพื้นเพของเยว่หานเป็นคนยากจน แล้วในวันหน้า จะให้นางเชิดหน้าในหมู่สตรีชั้นสูงได้อย่างไร”
“เอ๊ะ ข้อนี้ข้าไม่เห็นด้วย” แม้ว่าหลี่เยว่หานจะรู้ว่าเวินเทียนเหล่ยกำลังบีบบังคับให้เมิ่งฉีฮ่วนแสดงทัศนคติของเขาออกมา แต่นางไม่ได้ต้องการเป็นสตรีที่ต้องพึ่งพาบุรุษโดยสิ้นเชิงเช่นกัน “ไม่ว่าข้าจะเชิดหน้าชูตาได้หรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับภูมิหลังของข้า สมมติว่าข้าได้เป็นฮูหยินแม่ทัพด้วยทรัพย์สมัติมหาศาล ข้ารู้สึกว่าแม้จะเกิดมายากจน ก็ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยอะไรกับข้าอยู่ดี”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ เวินเทียนเหล่ยก็พยักหน้า “เอ๊ะ ตอนนี้เจ้าเองก็ร่ำรวยมั่งคั่งมีเงินหลายหมื่นตำลึงแล้วไม่ใช่หรือ!”
“ยังนี่” หลี่เยว่หานหัวเราะเบา ๆ “ฤดูร้อนผ่านพ้นไปแล้ว และฤดูใบไม้ร่วงก็เป็นเรื่องของฝน ข้าตั้งใจจะใช้ประโยชน์ในช่วงก่อนถึงฤดูหนาวเปิดหอสุราสักแห่ง และในฤดูหนาวจะผูกขาดการขายหม้อไฟแต่เพียงผู้เดียว รอให้ฤดูหนาวแรกผันผ่านไป จึงจะสามารถอ้างตัวว่าเป็นเศรษฐีร่ำรวยมหาศาลได้อย่างสมศักดิ์ศรี”
“จุ๊ จุ๊ จุ๊” เวินเทียนเหล่ยมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความปลื้มปีติของหลี่เยว่หาน “ในฐานะสตรี เจ้าเก่งในเรื่องธุรกิจมากถึงเพียงนี้ แล้วยังจะต้องเป็นฮูหยินแม่ทัพอะไรอีกเล่า เมื่อเข้าสู่แวดวงสตรีชั้นสูง ในระดับเหวินจั๋วนี้แล้ว เวล