ัก!” ขณะที่เวินเทียนเหล่ยกำลังแสดงบัญชีของการค้าขายเหล้าองุ่นและหม้อไฟให้หลี่เยว่หานดู จู่ ๆ หลิงซีก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้น
หลี่เยว่หานเหลือบมองมันและตระหนักได้ว่าลูกหมาป่าตัวนี้เติบโตอย่างรวดเร็วดั่งว่า หญิงสาวจึงอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ “ข้าจำได้ว่าเมื่อครั้งที่ต้าไป๋ถูกมู่ชวนอุ้มกลับมา มันอายุไม่ถึงหนึ่งเดือนเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็อายุราวสองเดือนเท่านั้น ผ่านไปไม่นานแต่โตขึ้นมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
มันเกือบจะมีขนาดเท่ากับลูกสุนัขทั่วไปอยู่แล้ว
“ข้าเองก็คิดว่าลูกหมาป่าตัวนี้โตเร็วมาก” เวินเทียนเหล่ยหัวเราะแห้ง ๆ “คราวนี้ทั้งหม้อไฟและเหล้าองุ่นทำกำไรรวมแล้วหนึ่งแสนห้าพันตำลึงเงิน แบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่งเท่ากับเจ็ดหมื่นห้าพันตำลึงเงิน”
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ หลี่เยว่หานพลันตื่นตะลึง “มากเพียงนี้เชียว?”
“หลังจากที่เจ้าให้วิธีการทำเหล้าองุ่นมา ข้าจึงไปเก็บองุ่นมาอีกรอบ คราวนี้ทำเพิ่มมากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้จึงขายได้เพิ่ม แต่การค้าเหล้าองุ่นนั้นยังทำได้อีกหนึ่งรอบ ส่วนเหล้าองุ่นที่เหลือจะถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินอย่างน้อยก็จนถึงช่วงฤดูองุ่นของปีหน้า” เวินเทียนเหล่ยอธิบาย
หลี่เยว่หานพยักหน้ารับ “ฤดูองุ่นใกล้จะจบลงแล้ว หลังจากทำนำองุ่นรอบสุดท้ายไปบ่มทำเหล้าองุ่น ต้องเลือกห้องใต้ดินที่เย็นและปิดผนึกด้วยไม้ก๊อก ไม่เช่นนั้นจะเกิดเชื้อราได้ง่าย”
“จะว่าไปข้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้าวางแผนจะทำการค้าข