โพกก็หามีไม่ ก็แค่ถั่วแขกแบนลีบเม็ดหนึ่งเท่านั้น มีเพียงเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้นแหละที่จะมองเจ้า”
แน่นอนว่าหลี่เยว่หานไม่ได้ขุ่นเคืองในวาจาของเวินเทียนเหล่ย แต่ก็ทำท่าตบเข้าไปที่หน้าอกด้วยความหวาดกลัว แล้วแสร้งทำเป็นโล่งใจพร้อมกล่าวคำ “ดีแล้ว ดีแล้ว เมื่อครู่ข้าเพียงคิดว่าหากเจ้ามีใจให้ข้าขึ้นมาและข้าปฏิเสธเจ้า ทำให้เจ้าเศร้าโศกเสียใจ ไม่ขายเหล้าองุ่นของข้าแล้ว ข้าจะทำเช่นไร”
ได้ยินดังนี้ เวินเทียนเหล่ยก็พลันหัวเสียไม่น้อย “หลี่เยว่หาน! ในสายตาของเจ้ามีแต่เรื่องเงินหรือไงกัน!”
“ใช่!” หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างหนักแน่น “นอกจากลูกสองคนและสามีของข้าแล้ว ก็มีแต่เรื่อเงินจริง ๆ”
เวินเทียนเหล่ยสูดหายใจเข้าลึกพลางบอกตัวเองว่าอย่าคิดเล็กคิดน้อยกับสตรี อย่าลดตัวไปทะเลาะกับสตรี หลังจากปลอบโยนตัวเองอยู่ครู่หนึ่งจึงเริ่มสงบสติอารมณ์นั้นลง แล้วปริปากเอ่ยช้า ๆ “ตั้งใจจะรอให้ฟ้ามืดแล้วจึงกลับไปหรือ?”
“เช่นนั้น ข้าไม่อาจที่จะเดินวางมาดเต๊ะท่าเข้าไปที่หมู่บ้านในเวลานี้ได้ เช่นนั้นคงเป็นการเรียกให้ผู้คนมารุมล้อมกันอย่างสนุกสนาน” หลี่เยว่หานพยักหน้า
“ค่ำ ๆ ข้าจะไปส่งเจ้า สตรีเดินกลับบ้านตอนกลางคืนคนเดียวนั้นไม่ปลอดภัย” เวินเทียนเหล่ยพูดพลางมองไปยังหลี่เยว่หาน เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ขัดขืน เขาจึงแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขากลัวจริง ๆ ว่าหลี่เยว่หานจะเอ่ยขึ้นมาว่า “หญิงชายมิควรถูกเนื้อต้องตัวกัน อย่างไรเสีย