่วงเวลานี้ ครอบครัวของนางได้ค้นคว้าผ้าซาตินชนิดใหม่ และได้ยินว่าร้านผ้าที่คุ้นเคยหลายร้านในเมืองหลวงได้เดินทางรุดหน้าไปหาวัสดุในการตัดเย็บเสื้อผ้าจากภาคตะวันตก รวมถึงต้องการแลกเปลี่ยนบางส่วนกลับไปเพื่อการค้นคว้าด้วยตนเอง เหยียนจื่อเซียงผู้เกียจคร้านอันดับหนึ่งของครอบครัว ในที่สุดก็ใช้วาทศิลป์ของตนเพื่อโน้มน้าวครอบครัวของนางให้ตกลงยินยอมให้นางออกเดินทางในครั้งนี้เพียงลำพัง
“เฮ้อ ในชีวิตนี้ข้าไม่อยากแต่งงานเลย” เมื่อเหยียนจื่อเซียงกล่าวบอกข้อมูลเรื่องครอบครัวของนางทั้งหมดให้หลี่เยว่หานฟังจบ ก็ดึกดื่นเสียแล้ว แสงจันทร์สาดส่องผ่านม่านเข้ามาตกกระทบบนใบหน้าของเหยียนจื่อเซียง ทำให้นางดูเหงาเล็กน้อยอย่างยากจะหลีกเลี่ยง
หลี่เยว่หานเองก็ต้องการปลอบใจนางสักสองสามประโยค จู่ ๆ เหยียนจื่อเซียงก็กำหมัดอันจ้ำม่ำไว้แน่น “แต่! แม้ว่าข้าจะเป็นสาวอ้วนที่ทั้งชีวิตไม่สามารถแต่งงานออกเรือนไป แต่ข้าจะทำตัวเป็นภาระให้แก่ตระกูลเหยียนไม่ได้!”
ประโยคนี้ชัดเจนว่ากล่าวให้ตัวเอง
แต่กลับทำให้หลี่เยว่หานที่ได้ยินรู้สึกประทับใจขึ้นมาโดยพลัน นางขยับเข้าใกล้เหยียนจื่อเซียง “น้องสาวเหยียน เมื่อข้าได้ฟังเจ้ากล่าวบอกถึงสถานการณ์ของตัวเอง ก็นึกถึงสูตรอาหารของบรรพบุรุษที่สืบทอดมาจากครอบครัวสามีของข้าขึ้นมาได้ เป็นสูตรอาหารที่ช่วยลดน้ำหนัก เพียงแต่อาจต้องทนทรมานสักหน่อย ไม่รู้ว่าเจ้าจะยินดีลองหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินถ้อยค