“ขอบคุณพวกเจ้ามาก เพราะนางเป็นผู้หญิง ข้าจึงไม่กล้าใจร้ายหรือด่านาง ทุกครั้งที่นางมากวนเลยทำอันใดไม่ได้เลย นอกจากปล่อยให้นางขึ้นเกวียนมาโดยไม่จ่ายเงิน”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ สะใภ้โจวก็โบกมือ “เหตุใดต้องขอบคุณสำหรับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ด้วย ข้าแค่ทนดูความน่ารังเกียจของนางไม่ไหวแล้ว ท่านอาหรง คราวหน้าก็ด่านางไปเลย นางหน้าด้านเช่นนี้ ไม่กลัวโดนท่านด่าหรอก”
ท่านอาหรงพยักหน้าหลังจากฟังคำพูดของสะใภ้โจว และขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็มีคนมาจ่ายค่ารถ เขาจึงหันหน้ากลับไปและไม่เอ่ยคำใดอีก
ทัันใดนั้นเอง หลี่เยว่หานก็หันไปเห็นเด็กชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมู่ชวน เดินมาพร้อมตะกร้าใส่หนังสือบนหลัง หลังจากทักทายท่านอาหรงอย่างสุภาพแล้ว เขาก็จ่ายค่าโดยสาร และขึ้นเกวียนมา
“นี่คือเด็กสกุลข่ง” เมื่อสะใภ้โจวเห็นหลี่เยว่หานมองไปที่ข่งซูเจี๋ย นางก็หยิบเมล็ดแตงโมจำนวนหนึ่งมาวางไว้ในมือของหลี่เยว่หาน “ได้ยินมาว่าเขาเรียนเก่งมาก แต่มีแม่ที่ทำตัวน่าอับอาย”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ลูบหัวหลิงซี เพราะกลัวว่านางจะหลั่งน้ำตาเมื่อเห็นข่งซูเจี๋ยที่ดูคล้ายมู่ชวน แต่หลิงซีกลับเพียงแค่เหลือบมองข่งซูเจี๋ย จากนั้นเดินไปหยิบเมล็ดแตงโมที่สะใภ้โจวเพิ่งเอามาให้หลี่เยว่หาน
“จากที่ท่านพูด ข้ารู้สึกว่าวังหลานก็น่าสงสารมากเช่นกัน” หลี่เยว่หานกระซิบ “การส่งลูกไปเรียนที่สำนักศึกษา ไม่ได้ใช้เงินเพียงเล็กน้อย”