ริง ๆ
เขารู้จักกับคนอย่างเวินเทียนเหล่ย และยังผูกมิตรกับตระกูลหลิ่วแห่งอำเภอหย่งอัน ทั้งยังสามารถอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นได้โดยไร้ซึ่งหลักประกันใด ๆ หากจะบอกว่าเขาไม่มีภูมิหลังใด ๆ แต่เป็นเพราะเขาเพียงแค่มีพละกำลังมากมายสามารถนำหนังสัตว์ชั้นดีมาได้นั้น หลี่เยว่หานคงจะไม่มีทางทำใจเชื่อเช่นนั้นได้
แม้เธอจะไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้มากมายนัก แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เป็นยุคของระบบทุนนิยม เมิ่งฉีฮ่วนทำเช่นนี้ได้เพียงแค่อาศัยหนังสัตว์เพียงไม่กี่ชิ้นนั้น นับว่าเป็นไปไม่ได้
“เอาล่ะ ไม่แกล้งเจ้าแล้ว อีกประเดี๋ยวเสี่ยวเอ้อร์คงจะเอาน้ำสำหรับอาบมาให้ คืนนี้ข้าจะนอนที่พื้น” ขณะที่พูดนั้น เมิ่งฉีฮ่วนค่อย ๆ หวีผมดำขลับของหลี่เยว่หานอย่างระมัดระวัง
วางหวีในมือลง ไม่รอให้หลี่เยว่หานพูดใด ๆ เสียงก็ดังมาจากประตูห้อง
“เจ้าดูนั่น พูดถึงน้ำน้ำก็มา เจ้าอาบน้ำเสียก่อน ข้าจะออกไปรอด้านนอก แต่จำไว้ว่า อาบน้ำเสร็จแล้วก็เปิดประตูให้ข้า มิเช่นนั้นข้าคงต้องปีนหน้าต่าง” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางลุกเดินออกไป
เปิดประตูแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนและเสี่ยวเอ้อร์จึงเทน้ำสำหรับอาบลงไปในอ่าง และเดินออกไปพร้อมกับเสี่ยวเอ้อร์
หลี่เยว่หานลุกขึ้นเดินไปปิดประตูด้วยตัวเอง และเดินไปอาบน้ำด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น
การใช้สมองในการทำงานทำให้สูญเสียพลังกายไปมาก และยิ่งเมื่อวานใช้เวลาในการนั่งรถม้ามาทั้งวัน เมื่อหลี่เยว่หานก้าวลงไปในน้ำอุ่น ๆ ก็รู้สึก